Skip Ribbon Commands
Skip to main content
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

รู้จัก ก.ล.ต.
รู้จัก ก.ล.ต.
คุณอยู่ที่ : หน้าแรก > รู้จัก ก.ล.ต. > ผลการดำเนินงาน ปี 2558
รู้จัก ก.ล.ต.
บทนำ
ประกาศเจตจำนงของ ก.ล.ต.
โครงสร้างองค์กร
ความร่วมมือกับต่างประเทศ
ธรรมาภิบาล
นโยบาย ก.ล.ต. องค์กรปลอดคอรัปชัน
SEC Conference 2017
ผลการดำเนินงาน ปี 2559
แผนยุทธศาสตร์ ปี 2560 - 2562
รายงานประจำปี
แอนิเมชัน รู้จัก ก.ล.ต.
ศูนย์การเรียนรู้ตลาดทุน ก.ล.ต.
วันหยุดทำการ
มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับ ก.ล.ต.
ผลการดำเนินงาน ปี 2558
ค่านิยมองค์กร การปรับโครงสร้างและกระบวนการทำงาน
การสร้างความมั่นคงและสร้างความเชื่อมั่นในระบบ
การรู้เท่าทัน เตรียมพร้อม และใช้โอกาสจากเทคโนโลยี
การส่งเสริมการเชื่อมโยงของตลาดทุน
การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้วยการยกระดับมาตรฐานตลาดทุนไทยสู่สากล
การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความคล่องตัวให้กับผู้ประกอบธุรกิจ
การพัฒนาบริษัทจดทะเบียน
การสร้างผู้ลงทุนคุณภาพและพัฒนาให้ประชาชนสามารถวางแผนทางการเงิน
การป้องปราม ติดตาม ตรวจสอบการกระทำผิด และการบังคับใช้กฎหมาย
ค่านิยมองค์กร การปรับโครงสร้างและกระบวนการทำงาน
เพื่อให้บุคลากรมีแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจนร่วมกัน เข้าใจความหมายและความสำคัญของการดำรงอยู่และการดำเนินงานของ ก.ล.ต.  ในปี 2558 จึงได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยมองค์กรแห่งการ “เปิดใจ รู้จริง ร่วมมือ ซื่อตรง” ซึ่งสะท้อนมาเป็นการทำงานของ ก.ล.ต.  เริ่มจากการปรับโครงสร้างองค์กรโดยจัดสายงานให้เห็นงานตั้งแต่ต้นจนจบ (
end-to-end) เพื่อให้บุคลากรเข้าใจในงานอย่างรู้จริง ครบวงจร ตอบสนองความต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดียิ่งขึ้น
 
ในการทำงานของ ก.ล.ต. ก็ได้ปรับเปลี่ยนเพื่อรับฟังผู้ที่มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ให้รู้และเข้าใจจริงในเหตุของปัญหา ทั้งการปรับกระบวนการทำงานและการปรับกระบวนการสื่อสารที่เกี่ยวข้อง
 
ในการปรับกระบวนทำงาน ก.ล.ต. ปรับปรุงกระบวนการรับฟังความคิดเห็น (public hearing) เพื่อให้กฎเกณฑ์และการบังคับใช้มีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ลดผลกระทบเชิงลบที่อาจคาดไม่ถึงได้ (unintended outcome) โดยวิเคราะห์เพื่อกำหนดกลุ่มผู้ที่มีส่วนได้เสีย (stakeholder analysis) ให้ชัดเจนมากขึ้น เปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่เริ่มมีแนวคิด ด้วยช่องทางที่หลากหลายตรงกลุ่มเป้าหมาย   ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และเมื่อยกร่างกฎเกณฑ์แล้วก็มีขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งขยายระยะเวลาการรับฟังให้นานขึ้น เพื่อให้สามารถศึกษารายละเอียดได้อย่างลึกซึ้งและครบถ้วน และหลังจากที่ได้รับความเห็นแล้ว ก็จะรวบรวมผลเผยแพร่ไว้บนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต.  ด้วย
 
สำหรับการปรับกระบวนการสื่อสาร ได้แก่ การที่ผู้บริหารและพนักงานสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียในโอกาสต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างเปิดใจ ตรงไปตรงมา ซึ่งมีทั้งการประชุมหารือที่เกิดขึ้นเป็นประจำ และวาระที่จัดขึ้นเพิ่มเติมในโอกาสต่าง ๆ จากนั้นก็นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับมาใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ ก.ล.ต. ด้วย
การสร้างความมั่นคงและสร้างความเชื่อมั่นในระบบ
 
ในการวางแผนการทำงานของ ก.ล.ต. ได้วิเคราะห์แนวโน้มโลกและระบบนิเวศอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจสภาพการณ์ และวางแผนการดำเนินงานได้ถูกทิศทาง โดยแนวโน้มที่สำคัญส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่จะกระทบกับความมั่นคงและความเชื่อมั่นของระบบ ได้แก่ (1) ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย จากหลายปัจจัย เช่น การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินต่างกัน ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical risk) จากเหตุการณ์ไม่สงบในภูมิภาคต่าง ๆ  (2) พัฒนาการทางเทคโนโลยีที่สร้างโอกาส แต่ก็อาจกระทบความมั่นคงของระบบ เช่น อาชญากรรมทางไซเบอร์ (cyber crime)  
 
จากแนวโน้มดังกล่าว ก.ล.ต. จึงดำเนินการเพื่อให้ตลาดทุนมีเสถียรภาพ รับแรงกดดันจากความ   ผันผวน และมีความมั่นคงขึ้น โดย (1) ปรับปรุงเกณฑ์ดำรงเงินกองทุนของบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เพื่อให้มีเงินเพียงพอรองรับความผันผวน (2) พัฒนาหลักเกณฑ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ และ (3) ทบทวนแบบจำลองการตรวจสอบและระบุปัจจัยที่เหมาะสมสามารถรองรับความเสี่ยงต่อระบบ (systemic risk) และจัดทำแบบทดสอบภาวะวิกฤต (stress test) รวมทั้งติดตามดูผลที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งไม่พบว่าผู้ประกอบธุรกิจประสบปัญหาในประเด็นนี้
 
ทั้งนี้ ในปี 2558 มีเหตุการณ์สำคัญที่ทดสอบความมั่นคงของระบบคือ เหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ กรุงเทพมหานคร และการที่ตลาดหุ้นจีนตกอย่างรุนแรง ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันในเดือนสิงหาคม ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านจิตวิทยา     แต่ด้วยการเตรียมพร้อมและความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตลาดทุนไทยจึงสามารถรองรับความผันผวนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้  ตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้ประกอบธุรกิจสามารถให้บริการได้เป็นปกติ และภาวะตลาดโดยรวมก็มิได้รับผลกระทบมากนัก
การรู้เท่าทัน เตรียมพร้อม และใช้โอกาสจากเทคโนโลยี
 
พัฒนาการที่ก้าวไกลของเทคโนโลยีช่วยสร้างโอกาส การนำเทคโนโลยีมาเป็นช่องทางให้บริการทางการเงิน (
Financial Technology: “FinTech”) ทำให้เกิดผู้ให้บริการรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย และช่วยให้กลุ่มลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน สามารถเข้าถึงได้ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม สะดวกรวดเร็ว
 
ก.ล.ต. ได้นำ FinTech มาช่วยลดช่องว่างของการเข้าถึงทุน โดยหลังจากที่ได้ศึกษาและเตรียมความพร้อมมาระยะหนึ่ง ในปี 2558 ก.ล.ต. ก็ได้พัฒนาหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการเสนอขายหุ้นผ่านระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ (equity crowdfunding) เพื่อส่งเสริมให้กิจการขนาดเล็กและกิจการที่เพิ่งเริ่มต้น (startup) ซึ่งเดิมมีอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระยะยาว และมีต้นทุนเงินทุนที่สูง มีโอกาสและทางเลือกในการเข้าถึงทุนระยะยาวด้วยต้นทุนที่เหมาะสม แข่งขันได้ ซึ่งมีผู้แสดงความสนใจที่จะประกอบธุรกิจเป็นตัวกลาง การระดมทุน (funding portal ) อยู่พอสมควร และน่าจะเริ่มให้บริการได้ในปี 2560
 
นอกจากนี้  ก.ล.ต. ได้ทำการศึกษาแนวโน้มและเตรียมการเพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์จาก FinTech ที่อาจพลิกโฉมผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนแนวทางกำกับดูแลตลาดทุนได้  เช่น  ศึกษาและเตรียมพร้อมสนับสนุนธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เกิดจากการใช้  FinTech  อาทิ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาให้บริการแทนมนุษย์ เช่น การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จัดพอร์ตการลงทุนให้โดยอัตโนมัติ  เรื่องของ Blockchain Technology ซึ่งใช้หลักการเก็บข้อมูล (record keeping) และประมวลผลแบบกระจาย ทำให้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างปลอดภัยและต้นทุนต่ำโดยไม่ต้องมีตัวกลาง ที่อาจเปลี่ยนโฉมธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ การชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ได้ในอนาคต และเรื่องของ Big Data Analytics ที่เป็นการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลปริมาณมาก ซึ่งอาจนำมาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ได้  เป็นต้น
 
ก.ล.ต. ยังได้จัดงานเสวนา FinTech Forum เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้ประกอบการที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น (FinTech Startup) และเปิดช่องทางให้ผู้ที่สนใจประกอบธุรกิจได้เข้ามาปรึกษาหารือกับ ก.ล.ต. ได้  
 
นอกจากการใช้ประโยชน์จาก FinTech แล้ว ในส่วนของผลกระทบ ก.ล.ต. ก็ได้ศึกษาอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสที่ธุรกิจตัวกลางแบบเดิม จะถูกแทนที่ด้วย FinTech ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจก็จะต้องปรับเปลี่ยนให้ทันหรือล้ำสถานการณ์ หรืออาชญากรรมไซเบอร์ ที่ได้กล่าวถึงแล้วในส่วนของความมั่นคงของระบบ หรือในส่วนของผู้ลงทุนเองก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์และความเสี่ยงของบริการใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นอย่างถ่องแท้เสียก่อน ซึ่ง ก.ล.ต. ก็จะเตรียมการสร้างความพร้อมแก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

การส่งเสริมการเชื่อมโยงของตลาดทุน

 

แนวโน้มของโลกที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ หลายประเทศได้พยายามสร้างตลาดทุนของตนให้โดดเด่น มีการเชื่อมโยง สร้างกรอบความร่วมมือเพื่อสร้างกฎระเบียบร่วม และอำนวยความสะดวกในการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินระหว่างประเทศสมาชิก

 

ตลาดทุนไทยและผู้ประกอบธุรกิจก็ควรจะต้องพัฒนาศักยภาพ หาจุดเด่นที่มีความน่าสนใจในสายตาผู้ลงทุนทั่วโลก สร้างโอกาสและใช้ประโยชน์จากสถานะของการเป็นจุดเชื่อมโยงประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion (“GMS”) Connector)  โดยเป็นแหล่งระดมทุนสำคัญสำหรับ GMS มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีคุณภาพดีจาก GMS และเป็นตลาดที่ผู้ลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจหากต้องการลงทุนใน GMS

 

ก.ล.ต.จึงได้ดำเนินการในหลายด้าน อาทิ การเปิดช่องทางและผลักดันให้มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม GMSในตลาดทุนไทย เช่น พัฒนาเกณฑ์เพื่อรองรับตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ (depositary receipt: DR) ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิง (underlying) มาจาก GMS ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดหลักทรัพย์ของ GMS

 

ก.ล.ต. ยังได้ปรับปรุงเกณฑ์เพื่ออนุญาตให้กองทุนเพื่อผู้ลงทุนรายย่อย (retail fund) สามารถลงทุนในกลุ่มประเทศ GMS ได้โดยไม่จำกัดอัตราส่วน และมีการเปิดเผยความเสี่ยงในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบ filing) เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงสำคัญที่เพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุน

 

รวมทั้งออกเกณฑ์รองรับกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยและประเทศในภูมิภาค และสนับสนุนการระดมทุนของกิจการต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกลุ่ม GMS  ได้แก่ การพัฒนาเกณฑ์รองรับบริษัทต่างประเทศที่มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นแห่งแรก (primary listing) และเกณฑ์รองรับบริษัทต่างประเทศที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อื่นอยู่แล้ว และมา     จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเพิ่มเติม (secondary listing)

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้ส่งเสริมการเสนอขายกองทุนรวมของไทย ต่อผู้ลงทุนในตลาดสำคัญ ผ่านการ
ลงนามใน
Statement of Understanding (SOU) ร่วมกับ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เพื่อแสดงความจำนงเสนอขายหน่วยลงทุนข้ามกันภายใต้ APEC Asia Region Funds Passport (APEC ARFP)  และผลักดันในเรื่องภาษีเพื่อให้สามารถขายหน่วยลงทุนในยุโรปได้ภายใต้ Alternative Investment Fund Managers Directive  (AIFMD)  ด้วย

การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้วยการยกระดับมาตรฐานตลาดทุนไทยสู่สากล

 

ความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ เป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่จะทำให้ตลาดทุนไทยเป็นที่น่าสนใจและเป็นตัวเลือกการลงทุนและระดมทุนจากนานาประเทศ การที่มีหน่วยงานกลางที่เป็นที่ยอมรับเข้ามาช่วยประเมินว่าตลาดทุนไทยทำได้ตามมาตรฐานสากล จะเพิ่มความความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างดี

  

ภาคการเงินของไทยจึงได้ร่วมกันเตรียมความพร้อมในการเข้ารับการประเมิน Financial Sector Assessment Program (FSAP) ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  ประมาณช่วงครึ่งหลังของปี 2561 ถึงต้นปี 2562 โดยในส่วนของตลาดทุนไทย  ก.ล.ต. จะเข้ารับการประเมินการกำกับดูแลตลาดทุนเทียบกับมาตรฐานของ International Organization of Securities Commissions (“IOSCO”)   และการประเมินระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์เทียบกับ มาตรฐานที่กำหนดร่วมกันโดย Bank for International Settlements และ IOSCO

การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความคล่องตัวให้กับผู้ประกอบธุรกิจ

 

การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจ เป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยให้ตลาดทุนไทยพัฒนาและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจกองทุนรวมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีพัฒนาการหลายด้าน  ก.ล.ต. จึง ปรับปรุงเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของกองทุน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจกองทุน โดยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการลงทุนของกองทุนรวม สอดคล้องกับแนวทางสากล และพัฒนาการของตลาด ลดข้อจำกัดในการทำธุรกิจ ขณะที่ผู้ลงทุนยังคงได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสม  และมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การเพิ่มความคล่องตัวด้วยการกำหนดประเภททรัพย์สินที่กองทุนสามารถลงทุนได้จะกำหนดเป็นหลักการ โดยกำหนดประเภทและคุณสมบัติของทรัพย์สินที่ลงทุนได้ จากเดิมที่กำหนดเป็นรายละเอียดของแต่ละประเภททรัพย์สินที่ลงทุนได้ รวมถึงอนุญาตให้กองทุนเลือกลงทุนในทรัพย์สินได้หลากหลายในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมมากขึ้น เช่น ให้กองทุนรวมที่เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure fund) ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งอาจไม่ได้เสนอขายให้กับผู้ลงทุนรายย่อยก็ได้ โดยสามารถลงทุนได้ในอัตราส่วนที่กำหนด จากเดิมที่สามารถลงทุนใน infrastructure fund เฉพาะที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนรายย่อยเท่านั้น เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ยังผ่อนคลายเกณฑ์การลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้สามารถลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือ infrastructure fund ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นได้จาก 15% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) เป็นไม่เกิน 30% ของ NAV โดยคำนวณรวมกับการลงทุนในทรัพย์สินทางเลือกอื่น ๆ ด้วย
เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น รวมถึงอนุญาตให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถจัดตั้งเป็นกองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม (
sector fund) ที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์บางกลุ่มอุตสาหกรรมได้ โดยจะจำกัดอัตราส่วนการลงทุนรายสมาชิก ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกการลงทุนให้แก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีกด้วย

 

สำหรับเกณฑ์ที่ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสากลและพัฒนาการของตลาดมากยิ่งขึ้น ได้แก่ การกำหนดอัตราส่วนการลงทุนให้มีการกระจายการลงทุนมากยิ่งขึ้น รวมถึงทบทวนอัตราส่วนการลงทุนในทรัพย์สินบางประเภท (product limit) ให้เหมาะสมกับสภาพตลาดและการลงทุนของกองทุนรวม เช่น ยกเลิกอัตราส่วน product limit สำหรับการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมทั่วไป

 

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงเกณฑ์การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (derivatives) ให้เป็นไปตามแนวสากล อาทิ การคำนวณอัตราส่วนเพื่อจำกัดการลงทุนใน derivatives รวมถึงการกำหนดเกณฑ์การจัดประเภทกองทุนรวมให้สะท้อนความเสี่ยงจากการลงทุนมากยิ่งขึ้น โดยให้พิจารณาจากฐานะการลงทุนสุทธิในทรัพย์สิน (net exposure) แทนการพิจารณามูลค่าการลงทุนในทรัพย์สิน และแก้ไขสัดส่วนการลงทุน ในทรัพย์สินต่าง ๆ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับประเภทกองทุนนั้น ที่หลากหลายในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมมากขึ้น

 

การดำเนินการที่สำคัญอีกประการหนึ่งในปี 2558 คือ การรวมตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) เข้ากับบริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) (TFEX)  ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและได้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (economies of scale)  ส่วนผู้ลงทุนก็จะได้รับความสะดวกมากขึ้นจากการทำธุรกรรมได้ในตลาดเดียว  และสำหรับภาพรวมของระบบ ในระยะถัดไปก็จะมีความมั่นคงมากขึ้น เนื่องจากจะต้องปรับมาตรฐานในการประกอบธุรกิจสินค้าเกษตรล่วงหน้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและหลักเกณฑ์ที่ใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเพิ่มความมั่นใจในเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินของลูกค้า และความมั่นคงของระบบชำระราคาและส่งมอบ

การพัฒนาบริษัทจดทะเบียน

 

บริษัทจดทะเบียนเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และกระจายรายได้  ก.ล.ต. สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นให้บริษัทจดทะเบียนปฏิบัติด้านบรรษัทภิบาลอย่างจริงจัง  (CG in substance) ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและมีแนวปฏิบัติเพื่อต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งสามารถเห็นผลในทางปฏิบัติ และบริษัทจดทะเบียนสามารถเป็นต้นแบบให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตามต่อไป

 

ในปี 2558 มีพัฒนาการที่สำคัญคือ  ผลการประเมินการป้องกันการมีส่วนเกี่ยวข้องกับคอร์รัปชันสำหรับบริษัทจดทะเบียนไทย (Anti-corruption Progress Indicator) ของบริษัทจดทะเบียน ดีขึ้นต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัดเจน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน “การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในตลาดทุนไทย”) 

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างร่วมกันพัฒนา Integrated Governance Framework เพื่อให้กิจการสามารถบูรณาการธรรมาภิบาลเข้ากับกระบวนการธุรกิจ อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งได้ปรับปรุงหลักสูตรและจัดอบรมให้ความรู้กรรมการบริษัทจดทะเบียนในเรื่องบทบาทความเป็นผู้นำ และประสิทธิภาพของคณะกรรมการ (leading role/ effective board) และร่วมกับสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) และสภาวิชาชีพบัญชี ปรับปรุงหลักสูตรอบรม เพื่อยกระดับคุณภาพกรรมการอิสระด้วย

 

ในส่วนของรายงานทางการเงินของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจของผู้ลงทุน ก.ล.ต. ได้ให้ความสำคัญในการสร้างระบบนิเวศ เพื่อให้รายงานทางการเงินมีคุณภาพ โดยร่วมกับสภาวิชาชีพบัญชีจัดทำหลักสูตรสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดทำรายงานทางการเงินของบริษัท     จดทะเบียน และ ก.ล.ต. ได้สื่อสารกับผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน ในเวทีต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจ   และตระหนักถึงความสำคัญของคุณภาพของรายงานทางการเงิน

 

สำหรับพัฒนาการของบริษัทจดทะเบียนไทยในเวทีนานาชาตินั้น  ในงาน ASEAN Corporate Governance Conference and Awards ที่จัดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมอบรางวัลให้แก่บริษัทจดทะเบียน  ในอาเซียน 50 บริษัทแรกที่ได้คะแนน ASEAN CG Scorecard สูงสุด บริษัทจดทะเบียนไทยมีความโดดเด่น โดยติดอันดับมากที่สุด 23 แห่ง และมี 2 บริษัทอยู่ในกลุ่ม 5 อันดับแรกของอาเซียน

 

ตลาดทุนไทยยังได้รับเกียรติจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา  (The Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุม OECD - Asian Roundtable on Corporate Governance ประจำปี 2558 ซึ่งได้มีการหารือแนวทางและความร่วมมือนการสนับสนุนการพัฒนาการกำกับดูแลกิจการที่ดีในภูมิภาค ปัญหาและอุปสรรคที่ท้าทาย กรณีศึกษาจากประเทศต่างๆ แล้ว โดยมีผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 150 คน เข้าร่วมการประชุม รวมทั้งนำเสนอ หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีฉบับปรับปรุงใหม่ซึ่ง  OECD ได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงในภาคธุรกิจและตลาดทุนโลก และเป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญที่ได้รับการอ้างอิงเป็นแนวทางพัฒนาและประเมินการบรรษัทภิบาลในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

 

การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในตลาดทุนไทย

ในการดำเนินงานตามแผนพัฒนาความยั่งยืนสำหรับบริษัทจดทะเบียน  ก.ล.ต. ได้มีมาตรการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมทั้งมีนโยบายและให้ความสำคัญกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง อันจะนำไปสู่การเป็นต้นแบบหรือแรงบันดาลใจ (change agent) ให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตามต่อไป

 

ก.ล.ต. กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลนโยบายและมาตรการในการดำเนินการต่อต้าน
คอร์รัปชัน ในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) รายงานประจำปี และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบ 69-1) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557  รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า มีนโยบายและมาตรการในการดำเนินการต่อต้านคอร์รัปชันด้วย

 

ในการนี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนและผู้ที่สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลดังกล่าว  ก.ล.ต. ได้สนับสนุนโครงการของสถาบันไทยพัฒน์ในการจัดทำตัวชี้วัดความคืบหน้าในเรื่องการป้องกันการมีส่วนเกี่ยวข้องกับคอร์รัปชัน (Anti-corruption Progress Indicator) ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ และได้ใช้ปัจจัยการเข้าร่วมโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินด้วย ดังนี้

 
 
ระดับ
ความหมาย
1 - มีนโยบาย (committed) 
 
การแสดงให้เห็นถึงคำมั่นจากผู้บริหารสูงสุดและขององค์กรโดยมติและนโยบายของคณะกรรมการในเรื่องการดำเนินธุรกิจที่จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน
2 - ประกาศเจตนารมณ์ (declared)
 
การแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นโดยการประกาศเจตนารมณ์เข้าเป็นแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Thailand’s Private Sector Collective Action against Corruption : CAC)
3 - มีมาตรการป้องกัน (established)
 
การแสดงให้เห็นถึงระดับขอบเขตของนโยบายที่บริษัทกำหนดเพื่อดำเนินการ เช่น ไม่จ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและต่อต้านผู้เกี่ยวข้อง สื่อสารและฝึกอบรมแก่พนักงานเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับนโยบายและแนวปฏิบัติในการต่อต้านคอร์รัปชัน
 
-  3A : บริษัทมีการประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วมโครงการ CAC หรือภาคี
-  3B : บริษัทมีคำมั่นและนโยบายของบริษัท แต่มิได้ประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วมโครงการ CAC หรือภาคี
4 - ได้รับการรับรอง (certified)
การแสดงให้เห็นถึงการนำไปปฏิบัติโดยมีการสอบทานความครบถ้วนเพียงพอของกระบวนการทั้งหมดจากคณะกรรมการตรวจสอบหรือผู้สอบบัญชีที่ ก.ล.ต. ให้ความเห็นชอบ การได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต หรือได้ผ่านการตรวจสอบเพื่อให้ความเชื่อมั่นอย่างเป็นอิสระจากหน่วยงานภายนอก
5 - ขยายผลสู่ผู้ที่เกี่ยวข้อง (extended)
การแสดงให้เห็นถึงนโยบายที่ครอบคลุมถึงหุ้นส่วนทางธุรกิจ ที่ปรึกษา ตัวกลาง หรือตัวแทนธุรกิจ ที่จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ
 
สถาบันไทยพัฒน์มีการประเมินผลบริษัทจดทะเบียนในปี 2557 และ 2558  และประเมินผลผู้ประกอบธุรกิจในปี 2558  ซึ่งผลการประเมินครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 ปรากฏว่า บริษัทจดทะเบียนและผู้ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่มีความคืบหน้าในการป้องกันการมีส่วนเกี่ยวข้องกับคอร์รัปชันอย่างชัดเจน กล่าวคือ ผลการประเมินบริษัทจดทะเบียน 583 บริษัท พบว่า บริษัทจดทะเบียน 542 บริษัท (ร้อยละ 92.97) มีผลคะแนนอยู่ที่ระดับ 1 ขึ้นไป เมื่อเทียบกับปี 2557 ที่มีเพียง 344 บริษัท (ร้อยละ 60.70) เพิ่มขึ้นถึง 198 บริษัท (ร้อยละ 32.27)  เและในจำนวนนี้มี 13 บริษัท (ร้อยละ 2.23) ที่ได้คะแนนระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของตัวชี้วัดดังกล่าว  ส่วนผลการประเมินผู้ประกอบธุรกิจ 71 บริษัท (รวมผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นบริษัทจดทะเบียนด้วย 8 บริษัท) พบว่า ผู้ประกอบธุรกิจ 66 บริษัท (ร้อยละ 92.97) มีผลคะแนนอยู่ที่ระดับ 1 ขึ้นไป และในจำนวนนี้มี 29 บริษัท (ร้อยละ 40.85) ที่ได้คะแนนระดับ 4  ทั้งนี้ ผลการประเมิน Anti-corruption Progress Indicator ได้เผยแพร่ทางเว็บไซต์ www.sec.or.th  และ www.cgthailand.org
 
นอกจากมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันในตลาดทุนไทยที่ดำเนินการตามข้างต้นแล้ว ก.ล.ต. ยังประสานขอความร่วมมือไปยังผู้เกี่ยวข้องในเรื่องอื่น ๆ ดังนี้
 
(1)  สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย  จัดอบรมแนวคำถามที่ควรถามเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินการต่อต้านคอร์รัปชันของบริษัทจดทะเบียนให้แก่อาสาพิทักษ์สิทธิ เพื่อใช้ในการซักถามบริษัทจดทะเบียนในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557
 
(2)  กลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน โดยดำเนินการผ่านสมาคมของกลุ่มผู้ลงทุนดังกล่าว เช่น สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และสมาคมบริษัทจัดการลงทุน  ขอให้ติดตามและซักถามเกี่ยวกับนโยบายและ
การดำเนินการต่อต้านคอร์รัปชันของบริษัทจดทะเบียนในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ซึ่งดำเนินการ
อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557
 
(3)  บริษัทหลักทรัพย์ และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า  ขอความร่วมมือให้ระบุ Anti-corruption Progress Indicator ของบริษัทจดทะเบียนในบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนดังกล่าว รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้แนะนำการลงทุนให้ข้อมูลนี้แก่ลูกค้าเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน
 
(4)  บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน  ขอความร่วมมือให้ระบุ Anti-corruption Progress Indicator ของตนเองในหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ (fund fact sheet) และเอกสารเผยแพร่ของกองทุนที่อยู่ภายใต้การจัดการ
 
(5)  มูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (Anti-corruption Organization of Thailand : ACT)  สนับสนุนเงินทุนในการดำเนินงานของมูลนิธิ  โดยในชั้นนี้มูลนิธิอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลเพื่อประกอบการจัดทำโครงการใหม่ ได้แก่ โครงการ ACT Good  โดยคาดว่าจะจัดให้มีสัญญลักษณ์ที่แสดงถึงการต่อต้านคอร์รัปชันเพื่อสร้างพลังและส่งไปถึงผู้บริโภคในวงกว้าง  ซึ่งบริษัทที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดจะสามารถติดสัญญลักษณ์ ACT Good ลงในผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเป็นเจ้าของตราสินค้าดังกล่าวได้
การสร้างผู้ลงทุนคุณภาพ และพัฒนาให้ประชาชนสามารถวางแผนทางการเงิน โดยใช้ประโยชน์จากตลาดทุน
ตลาดทุนควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีช่องทางเข้าถึงการลงทุน  ด้วยความรู้ความเข้าใจและเห็นประโยชน์ของการลงทุนในตลาดทุน ตลอดจนมีเงินเพียงพอตามเป้าหมายการดำรงชีวิต
 
ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ลงทุน เพื่อให้สามารถรักษาสิทธิและปกป้องตนเองได้  โดยจัดทำเนื้อหาเพื่อให้ผู้ลงทุนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง (1) สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น (2) สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นกู้ (3) สิทธิในฐานะผู้ถือหน่วยลงทุน (4) สิทธิในฐานะผู้ใช้บริการตัวกลาง โดยอยู่ระหว่างเตรียมการเผยแพร่เนื้อหา และกระตุ้นให้ผู้ลงทุนรายย่อยใช้สิทธิและหน้าที่ต่อไป
 
เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและให้ประชาชนมีเงินเพียงพอตามเป้าหมายในการดำรงชีวิต  ก.ล.ต. ได้ผลักดันให้เกิดการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อปรับระบบนิเวศจากการที่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกประสบปัญหาเรื่องการ “ออมน้อย ออมสั้น และออมไม่เป็น” ไปสู่การ “ออมมาก ออมยาวต่อเนื่อง และออมเป็น” ตัวอย่างเช่น การเปิดให้ลูกจ้างสามารถจ่ายเงินสะสมได้ในอัตราที่สูงกว่านายจ้างสมทบ ทำให้ออมได้มากขึ้น ปรับให้สามารถโอนย้ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เดิมไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้ ซึ่งจะทำให้การลงทุนมีความต่อเนื่อง  และกรณีที่ลูกจ้างไม่เลือกนโยบายในการลงทุน ให้คณะกรรมการสามารถนำเงินไปลงทุนในนโยบายที่เหมาะสมกับลูกจ้าง เช่น การลงทุนที่ปรับลดความเสี่ยงตามอายุของลูกจ้างโดยอัตโนมัติ (Life Path) เป็นต้น
 
รวมทั้งได้ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ทางการเงิน เพื่อตอบโจทย์ชีวิตและรองรับการเกษียณ และเพื่อสร้างความตระหนักในการจัดการและวางแผนทางการเงิน โดยดำเนินโครงการความรู้ทางการเงินในที่ทำงาน (financial literacy in workplace) เพื่อให้คนวัยทำงานมีวินัย และรู้จักวางแผนทางการเงิน ซึ่งได้จัดอบรมแล้ว 131 บริษัท นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ วางแนวทางการให้ความรู้การวางแผนการเงินและการลงทุนเพื่อเตรียมเกษียณ ซึ่งเน้นกลุ่มสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯจะเริ่มดำเนินโครงการได้ในปี 2559
 
ก.ล.ต. ยังได้จัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในโอกาสต่าง ๆ ได้แก่ การออกบูธในงาน Money Expo 2015 ภายใต้แนวคิด “ก.ล.ต. สร้างสรรค์ชีวิตที่งดงาม” โดยนำเสนอความรู้และกิจกรรมเกี่ยวกับการออมและการลงทุนอย่างครบครันแก่ประชาชนทั่วไป  การออกบูธในงาน SET in the City 2015 ภายใต้แนวคิด “SEC Open Space” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการวางแผนชีวิต การวางแผนทางการเงิน ส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักการออมเงินเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

การป้องปราม ติดตาม ตรวจสอบการกระทำผิด และการบังคับใช้กฎหมาย   

 

เพื่อให้ตลาดทุนมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ให้บริการที่มีคุณภาพ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ รวมทั้งการตรวจสอบการกระทำผิด การบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วและลงโทษได้อย่างเหมาะสม ก.ล.ต. จึงได้ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนติดตามและตรวจสอบการกระทำผิด และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อาทิ

 

การปรับปรุงกระบวนการทำงานและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

o   ปรับปรุงเกณฑ์การออกหุ้นเพิ่มทุนให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement หรือ PP) ของบริษัทจดทะเบียนเพื่อป้องกันกรณีที่มีการใช้การเพิ่มทุนแบบ PP ไปในทางที่จะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือสร้างความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้น โดยคำนึงถึงความสมดุลของความคุ้มค่าในการปรับปรุงหลักเกณฑ์เทียบกับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นของบริษัทจดทะเบียน และความจำเป็นที่ต้องดำเนินการปรับปรุงเกณฑ์เพื่อรักษาความเป็นธรรมในตลาดทุน

o   ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ (non-listed company) ที่จะยื่นคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ต่อประชาชนในวงกว้าง (PO) โดยกำหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมว่า ต้องไม่มีประวัติหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดในช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนการยื่นคำขอ เช่น ในช่วงระยะเวลา 5 ปีย้อนหลัง ไม่เคยถูกปฏิเสธคำขอ PO เนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง เป็นต้น เพื่อป้องปรามไม่ให้บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ที่มีประวัติหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรงเข้ามาระดมทุนจากประชาชนในวงกว้าง

o   ปรับปรุงกระบวนการดำเนินการกับเรื่องร้องเรียนและกรณีการกระทำผิด (case management) โดยปรับปรุงแนวทางและขั้นตอนการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตลอดกระบวนการ และอยู่ระหว่างเตรียมพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

o   ศึกษากระบวนการที่เป็นจุดเปราะบางของโครงสร้างตลาดที่เอื้อต่อการกระทำผิดอย่างครบวงจร ตั้งแต่การรับหลักทรัพย์จนถึงการบังคับใช้กฎหมาย และเสนอแนวทางดำเนินการเพื่อป้องปรามการกระทำผิดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยได้หารือกับผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ และนำเสนอต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. นำไปสู่การกำหนดแผนงานรองรับในแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ต่อไป

o   ผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความคาดหมายตามมาตรฐาน IOSCO ยิ่งขึ้น โดยการเพิ่มมาตรการทางแพ่งเพื่อเป็นเครื่องมือเพิ่มเติมจากกระบวนการอาญา ซึ่งขณะนี้ร่างกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และ ก.ล.ต. กำลังเตรียมความพร้อมรองรับให้สามารถดำเนินการทางแพ่งได้ต่อไป

o   ผลักดันให้มีการใช้เกณฑ์การระงับข้อพิพาท (Dispute Rules) เป็นแนวทางหรือแนวปฏิบัติที่ดี (best practice/guidance) ใน ASEAN สำหรับการระงับข้อพิพาทข้ามประเทศในกรณีของผลิตภัณฑ์ที่เสนอขายข้ามพรมแดน (cross border product)

 

ติดตามและป้องปรามการกระทำอันมิชอบ  และตรวจสอบรายการต่าง ๆ

o   ตรวจสอบกรณีการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์  ได้แก่ การสร้างราคาหลักทรัพย์ การเผยแพร่ข่าว และการใช้ข้อมูลภายใน  รวม 70 กรณี กรณีการทุจริต/กระทำผิดของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน/บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ และการกระทำผิดเกี่ยวกับบัญชีหรือเอกสาร 14 กรณี กรณีการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต 15 กรณี อื่น ๆ  3 กรณี รวม 102 กรณี

o   ตรวจระบบควบคุมคุณภาพของสำนักงานสอบบัญชี 16 แห่ง โดยมุ่งเน้นให้สำนักงานสอบบัญชีแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องการปฏิบัติงานสอบบัญชี ด้วยการวิเคราะห์เชิงลึกถึงสาเหตุที่แท้จริงของข้อบกพร่องและจัดทำแผนการแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงมีการติดตามผลว่าแผนงานดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดหรือไม่  เพื่อให้มั่นใจได้ว่า รายงานทางการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีในตลาดทุน มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล เนื่องจากการยกระดับคุณภาพของรายงานทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดทุนไทยเป็นที่น่าเชื่อถือทั้งในระดับประเทศและระดับสากล  จากผลการตรวจปีที่ผ่านมา พบว่า สำนักงานสอบบัญชีส่วนใหญ่มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาปรับปรุงอย่างจริงจัง  

o   ตรวจสอบและสอบทานข้อมูล/รายการของบริษัทจดทะเบียน เพื่อช่วยป้องปรามการทำรายการที่ไม่เป็นธรรมและอาจมีการถ่ายเทผลประโยชน์  อีกทั้งยังเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพในการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน ให้ครบถ้วน ชัดเจน และเพียงพอ ดังนี้ (1) ตรวจสอบงบการเงิน อันนำมาซึ่งการสั่งแก้ไขงบการเงินและแจ้งแก่สาธารณชน 5 บริษัท (2) สอบทานแบบ 56-1 (3) สอบทานรายการที่เกี่ยวโยงกันและการได้มาซึ่งสินทรัพย์สำคัญ ที่ขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้น 52 รายการ รวมมูลค่า 164,690 ล้านบาท และ ดำเนินการออกข่าวเตือนผู้ลงทุน 6 รายการ รวมมูลค่า 33,940 ล้านบาท

o ตรวจบริษัทหลักทรัพย์ใน 3 ลักษณะ ดังนี้

I. การตรวจสอบการดำเนินงานตามปกติ (routine inspection) โดยเน้นตรวจสอบระบบงานหรือการปฏิบัติงานที่หากมีข้อบกพร่องแล้ว อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ลงทุนและระบบงานโดยรวม เช่น การทำความรู้จักรู้จักลูกค้าและตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Know-Your-Customer / Customer Due Diligence: KYC/CDD)  การกำกับดูแลผู้แนะนำการลงทุน การดูแลทรัพย์สินของลูกค้า เป็นต้น โดยปัจจัยหลักที่ใช้ในการพิจารณาบริษัทที่จะออกตรวจสอบ ได้แก่  ผลการประเมินความเสี่ยงตามแนวทาง Risk Based Approach (RBA)   ปริมาณเรื่องร้องเรียนที่มีนัยสำคัญ   จำนวนลูกค้าที่มีพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายส่งคำสั่งซื้อขายไม่เหมาะสม  ระยะเวลาที่ ก.ล.ต. ไม่ได้เข้าตรวจสอบบริษัท  เป็นต้น  ซึ่งผลการตรวจสอบในภาพรวม พบว่า บริษัทส่วนใหญ่มีผลประเมินความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และข้อบกพร่องส่วนใหญ่เป็นกรณีเกี่ยวกับการทำ KYC/CDD 

II. การตรวจสอบเฉพาะเรื่อง (theme inspection)  ได้แก่  (1) การกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์  เนื่องจากสภาวการณ์ซื้อขายหลักทรัพย์ในช่วงดังกล่าว มีความผันผวน มีปริมาณการซื้อขายมากในหุ้นขนาดเล็ก และในลักษณะการเก็งกำไร  รวมทั้งผู้ลงทุนบางรายมีพฤติกรรมการส่งคำสั่งที่อาจเข้าข่ายไม่เหมาะสม  โดยได้เข้าตรวจสอบการกำกับดูแลในเรื่องดังกล่าวของบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า บริษัทหลักทรัพย์ที่เข้าตรวจสอบทุกแห่งมีการกำหนดนโยบายการควบคุมดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ที่ทางการกำหนด  รวมทั้งจัดให้มีการคัดกรอง ติดตาม และตรวจสอบการส่งคำสั่งซื้อขายของผู้ลงทุน  โดยวิธีปฏิบัติของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ มีความเข้มงวดแตกต่างกันตามพฤติกรรมของลูกค้า และ (2)  การซื้อขายด้วย program trading และการกำกับดูแล เพื่อพิจารณาว่า program trading  อาจมีผลกระทบต่อสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์และระบบโดยรวม หรือไม่ อย่างไร โดยจากการพิจารณาการปฏิบัติงานของบริษัทหลักทรัพย์ที่มีปริมาณการซื้อขายผ่าน Program Trading สูง พบว่า มีการกำกับดูแลกรณีดังกล่าวตามสมควร เช่น กำหนดวิธีการปฏิบัติงานตามเกณฑ์การส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์ทั้งในด้านระบบคัดกรองคำสั่งที่ไม่เหมาะสมก่อนส่งคำสั่งเข้าสู่ระบบของตลาดหลักหลักทรัพย์ การสามารถแทรกแซงหรือสั่งให้โปรแกรมหยุดทำงานในกรณีที่คำสั่งซื้อขายอาจมีผลกระทบต่อตลาดโดยรวม เป็นต้น  

III. การตรวจสอบเฉพาะกรณี (cause inspection)  ได้แก่ กรณีที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักธุรกิจรายหนึ่ง โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการโอนหุ้นจำนวนมากของนักธุรกิจดังกล่าว ให้แก่บุคคลอื่น โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง 2 แห่ง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า บริษัทหลักทรัพย์ 1 แห่ง มีความบกพร่องใน 3 ระบบงาน คือ ระบบการทำ  KYC/CDD  ระบบการกำกับดูแลทรัพย์สินของลูกค้า และระบบการป้องกันการใช้ข้อมูลภายในและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ จึงได้ดำเนินการทางกฎหมายทั้งกับบริษัทหลักทรัพย์ ผู้บริหาร และผู้แนะนำการลงทุนที่เกี่ยวข้อง                      

o ตรวจสอบบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยเป็นการตรวจสอบการดำเนินงานตามปกติ (routine inspection) ซึ่งได้ประเมินจากความเสี่ยงในการดำเนินงานในทุกด้านของบริษัทตามแนวทาง RBA  ทั้งนี้ บริษัทที่ ก.ล.ต. เข้าตรวจสอบในปี 2558 ได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนใหญ่
 
การบังคับใช้กฎหมาย
 
o กล่าวโทษกรณีเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ 77 ราย ได้แก่ การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต  8 ราย การกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์  6 ราย การเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ 1 ราย การออกและเสนอขายหลักทรัพย์ (เช่น การไม่จัดทำหรือรายงานข้อมูลตามกำหนด) 38 ราย การทุจริตหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์  23 ราย อื่น ๆ 1 ราย กล่าวโทษกรณีเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 4 ราย
 
o เปรียบเทียบกรณีเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ 89 ราย รวมจำนวนเงินค่าปรับ 91,441,038.06 บาท ได้แก่ การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ 6 ราย รวม 2,454,600 บาท  การประกอบธุรกิจจัดการลงทุน 8 ราย รวม 2,543,100 บาท การกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์  23 ราย รวม 72,448,538.06 บาท การเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ 4 ราย  รวม 2,258,800 บาท การออกและเสนอขายหลักทรัพย์ (เช่น การไม่จัดทำหรือรายงานข้อมูลตามกำหนด) 48 ราย รวม 11,736,000 บาท
 
o ลงโทษทางบริหารจำนวน 48 ราย โดยเป็นผู้แนะนำการลงทุน/นักวิเคราะห์การลงทุน 41 ราย ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์/บุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ 4 ราย ที่ปรึกษาทางการเงิน 1 ราย และผู้ควบคุมการปฏิบัติงานที่ปรึกษาทางการเงิน 2 ราย และแบ่งตามการดำเนินการ/โทษที่ได้รับ ได้เป็น สั่งพัก 44 ราย และเพิกถอนใบอนุญาต 4 ราย
ปรับปรุงล่าสุด 27 เมษายน 2559
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 1207 หรือ 0 2033 9999 โทรสาร 0 2033 9660 e-mail : info@sec.or.th
สงวนลิขสิทธิ์ http://www.sec.or.th 2556 Privacy Policy | Disclaimer | Site Map