Skip Ribbon Commands
Skip to main content
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

ส่งเสริมและพัฒนา
ส่งเสริมและพัฒนา
คุณอยู่ที่ : หน้าแรก > ส่งเสริมและพัฒนา > Prospect of Significant Changes
ส่งเสริมและพัฒนา
ทิศทางและบทบาทของ ก.ล.ต. ในการพัฒนาตลาดทุน
พัฒนาการในตลาดทุน
Prospect of Significant Changes
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง
 
เพื่อให้ตลาดทุนไทยเท่าทันตลาดทุนโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง  ก.ล.ต. ได้นำแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกมาวิเคราะห์และจัดทำนัยเชิงนโยบายต่อตลาดทุนไทย ดังนี้
 
1.  การเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย

คาดว่าในอีก 2 ทศวรรษ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (
gross domestic product: GDPของโลกประมาณครึ่งหนึ่งจะมาจากประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดโดยมีประเทศจีนและอินเดียเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมีปัจจัยหลักมาจากอุปสงค์ภายในประเทศและการค้าภายในภูมิภาคที่จะขยายตัวมากจากการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางในเอเชียที่มีกำลังซื้อและความต้องการบริโภคสินค้าและบริการ ตลอดจนเครื่องมือการออมการลงทุนที่หลากหลาย  นอกจากนี้ ในภาวะที่โลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียยังมีความได้เปรียบในเรื่องจำนวนประชากรวัยทำงาน โดยคาดว่าในปี 2573ประชากรวัยทำงานของโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งจะอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอีกด้วย
    

​​​​นัยเชิงนโยบาย

ตลาดทุนในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียมีโอกาสเติบโตสูงตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศและอุปสงค์ภายในประเทศ  สร้างโอกาสให้ตลาดทุนทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ผ่านสินค้าและบริการต่าง ๆ  เช่น infrastructure financing ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับชนชั้นกลาง ช่องทางการลงทุนระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเอง  ตลอดจนตราสารที่อ้างอิงสกุลเงินหยวน เป็นต้น



 
2.  ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ การขาดแคลนอาหารและพลังงาน
 
ปัญหาโลกร้อนและการขาดแคลนทรัพยากร จะทวีความรุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์และภาวะภัยธรรมชาติ จะส่งผล
กระทบในวงกว้างทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังเช่นปัญหาอุทกภัยที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศไทยในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ การขาดแคลนอาหารที่เป็นผลิตผลทางการเกษตร ทำให้ราคาอาหารและสินค้าอาจผันผวนมากขึ้นในอนาคต
 

นัยเชิงนโยบาย
ผลจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ ทำให้ประเทศต้องหาเครื่องมือในการระดมทุนเพื่อลดภาระของรัฐบาลในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานทั้งเพื่อป้องกันภัยธรรมชาติและเพื่อฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน ปัญหาการขาดแคลนพลังงานทำให้ประเทศเร่งพัฒนาการใช้พลังงานทางเลือกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อลดผลกระทบในอนาคต ซึ่งจะเปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจพลังงานทางเลือก และเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ส่วนปัญหาความมั่นคงทางอาหารจะทำให้เกิดการลงทุนแบบ cross-border ในภาคการเกษตรระหว่างกลุ่มประเทศที่มีแหล่งเงินทุนและกลุ่มประเทศที่มีทรัพยากร รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity) ที่ผันผวน

     
 
3.  ความเชื่อมโยงของตลาดการเงินโลก
 
ตลาดการเงินโลกมีแนวโน้มเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในลักษณะการรวมกลุ่มเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเดียวกัน และในลักษณะการเชื่อมโยงของตลาดทุนทั้งภายในและข้ามภูมิภาค จากความต้องการของผู้ลงทุนสถาบันที่แสวงหาช่องทางการลงทุนที่เน้นความรวดเร็ว ประสิทธิภาพการซื้อขายสูง ต้นทุนต่ำ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้การเชื่อมโยงด้านการเงินการลงทุนสะดวกขึ้น รวมทั้งการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การเคลื่อนย้ายเงินทุนและการลงทุนข้ามประเทศเพื่อสนับสนุนการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ระดับการเชื่อมโยงที่มากขึ้นย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อระบบที่ทำให้ปัญหาของตลาดหนึ่งส่งผลกระทบต่ออีกตลาดหนึ่งได้ง่ายและรวดเร็ว  ดังที่สะท้อนให้เห็นจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา
 

นัยเชิงนโยบาย
ผู้กำกับดูแลจะต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการแข่งขันและเอื้ออำนวยให้ภาคธุรกิจแข่งขันได้ ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงการดูแลระบบการเงินให้มีความน่าเชื่อถือ สามารถรองรับความผันผวนรุนแรงได้ การจัดการปัญหาเหล่านี้ล้วนต้องมีแนวทางจัดการในระดับ macro prudential policy รวมทั้งระมัดระวังไม่ให้มีช่องว่างในการกำกับดูแล และพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลอีกด้วย


       
4.  การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
 
คาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ประชากรผู้สูงอายุจะมากขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้สัดส่วนผู้สูงอายุต่อวัยแรงงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมและภาระทางการคลังของรัฐบาล  ในขณะเดียวกัน ปริมาณเงินออมทั่วโลกจะมีมากขึ้น และจะไหลไปแสวงหาแหล่งลงทุนต่าง ๆ มากขึ้น
 

นัยเชิงนโยบาย
ตลาดทุนควรมีบทบาทในการเป็นแหล่งลงทุนที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวให้แก่คนที่อยู่ในวัยทำงานเพื่อรองรับการเกษียณอายุในอนาคต และสนับสนุนให้มีสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้มีเงินออม เช่น สินค้าที่มีการคุ้มครองเงินต้น (capital protection) รวมทั้งกองทุนรวมที่มีทางเลือกมากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องผลักดันการสร้างความรู้ด้านการเงินพื้นฐานให้ประชาชนเห็นความจำเป็นของการออมและการลงทุนและรู้จักช่องทางในการลงทุนที่เหมาะกับความต้องการของตน


ก.ล.ต.  มีการออกกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลโดยได้พิจารณาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก โอกาสและความเสี่ยงของตลาดทุนไทย รวมถึงตระหนักถึงหลักสากลของ International Organization of Securities Commissions (IOSCO) ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการคุ้มครองผู้ลงทุน  การทำให้ตลาดหลักทรัพย์มีความยุติธรรม มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และการลดความเสี่ยงของระบบ   รวมถึงหลักการว่าด้วยองค์กรกำกับดูแลที่ควรมีบทบาทในการให้ความรู้กับผู้ลงทุนมากขึ้น ก.ล.ต. จึงได้วางแนวทางการกำกับดูแลที่สร้างสมดุลทั้งการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดทุนไทย ในขณะเดียวกันก็ต้องดำรงไว้ซึ่งความเข้มงวดและเป็นธรรม​
ปรับปรุงล่าสุด 18 ตุลาคม 2555
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 1207 หรือ 0 2033 9999 โทรสาร 0 2033 9660 e-mail : info@sec.or.th
สงวนลิขสิทธิ์ http://www.sec.or.th 2556 Privacy Policy | Disclaimer | Site Map