แนวคิด 
 
ในโลกของการแข่งขันปัจจุบันที่มีความเป็นโลกาภิวัตน์มากขึ้นรวมทั้งการที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทุนในการประกอบการเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ("SMEs") ของไทยยังมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทั้ง ๆ ที่ SMEs มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเข้มแข็งและเติบโต
 
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตระหนักว่าตราสารหนี้เป็นทางเลือกหนึ่งในการระดมทุนที่มีต้นทุนต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการระดมทุนโดยวิธีอื่น ประกอบกับ ผู้ออกตราสารหนี้ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ในขณะที่ SMEs ส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับการระดมทุนด้วยตราสารหนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยังไม่ทราบประโยชน์ที่จะได้รับจากการออกตราสารหนี้ หรือขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการออกตราสารหนี้ จึงได้ริเริ่มโครงการ "หุ้นกู้ SMEs" ขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงาน 8 แห่ง ได้แก่ ตลาดตราสารหนี้ (BEX) สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS) บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด (FITCH) สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทยเพื่อช่วยให้ SMEs มีความรู้ความเข้าใจในเครื่องมือทางการเงินดังกล่าวและมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
 
 
วัตถุประสงค์ของโครงการ 
 
1. ยกระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดทุนและการเลือกแหล่งระดมทุนที่เหมาะสมแก่ SMEs
2. เตรียมความพร้อมในการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้หรือตั๋วเงิน เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันของ SMEs

 
สิทธิประโยชน์ภายใต้โครงการ 
 
ผู้เข้าร่วมโครงการ จะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังต่อไปนี้
1. เข้าอบรมความรู้เกี่ยวกับการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และขั้นตอนการออกตราสารหนี้ รวมทั้งจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถประเมินความพร้อมของตนเองได้ว่า มีความเหมาะสมกับการระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้มากน้อยเพียงใด
 
2. หากผู้เข้าร่วมโครงการมีความพร้อมในการออกตราสารหนี้ จะได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียม ที่เกี่ยวข้องในการเสนอขายตราสารหนี้ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการขอรับการจัดอันดับ ความน่าเชื่อถือ ค่าธรรมเนียมเสนอขายตราสารหนี้ที่ออกใหม่ และค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ ตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการออกตราสารหนี้ ได้อีกทางหนึ่ง สรุปได้ดังนี้
 
TRIS หรือ FITCH​ ก.ล.ต.​ ThaiBMA​
ลดค่าธรรมเนียมการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ตามเงื่อนไขที่แต่ละหน่วยงานกำหนด​

​1. ยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นคำขออนุญาต 30,000 บาท
2. ลดค่าธรรมเนียมการยื่นแบบ filing 50% ของที่จ่ายจริง

 

สำหรับการยื่นคำขออนุญาต และแบบแสดงรายการข้อมูล (แบบ filing) ในครั้งแรกภายหลังเข้าร่วมโครงการ โดยขณะยื่นแบบคำขออนุญาต / แบบ filing ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องมีสินทรัพย์ตามงบการเงินปีล่าสุดที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้วไม่เกิน 2,000 ล้านบาท

​1. ยกเว้นค่ายื่นคำขอขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ 20,000 บาท
2. ยกเว้นค่าขึ้นทะเบียนตราสารหนี้รายปี 10,000 บาท

 

ตามเงื่อนไขที่ ThaiBMA กำหนด

 
 

ทั้งนี้ การขอรับจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือการยื่นแบบคำขออนุญาต / แบบ filing เสนอขายตราสารหนี้ จะต้องยื่นภายในวันทำการสุดท้ายของเดือนธันวาคม 2556
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังคงต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การอนุญาตและเกณฑ์การเสนอขายตราสารหนี้เช่นเดียวกับกรณีปกติ
 
 
คุณสมบัติผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ 
 
1. เป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งประกอบกิจการผลิตสินค้า กิจการให้บริการ กิจการค้าส่งหรือค้าปลีก แต่ไม่รวมถึงสถาบันการเงิน ตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน หรือกิจการอื่นตามที่สำนักงานประกาศกำหนด
2. มีสินทรัพย์ตามงบการเงินปีล่าสุดที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้วไม่เกิน 2,000 ล้านบาท
 
 
ขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ
 
1. บริษัทที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการสามารถกรอกใบสมัครหรือ download ใบสมัครจากเว็บไซต์ ก.ล.ต. พร้อมแนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง ส่งไปยังฝ่ายส่งเสริมความสัมพันธ์องค์กร ก.ล.ต. ได้ตั้งแต่ 1 กันยายน 2555 - 15 กุมภาพันธ์ 2556 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการสมัคร
2. ก.ล.ต. จะพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ และจะแจ้งผลการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการไปยังผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556
 
 
1 หมายถึง ตั๋วเงินและหุ้นกู้ (แต่ไม่รวมถึงหุ้นกู้สกุลเงินตราต่างประเทศ หุ้นกู้อนุพันธ์ หุ้นกู้ ตามโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ หุ้นกู้ที่ผู้ถือหุ้นกู้มีภาระผูกพัน)