Skip Ribbon Commands
Skip to main content
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
คุณอยู่ที่ : หน้าแรก > การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล > การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย (Doing Business 2018) สำหรับตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย
การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
Towards International Excellence
The Financial Sector Assessment Program (FSAP)
Accounting and Auditing ROSC (AA ROSC)
Corporate Governance-Report on the Observance of Standards and Codes (CG-ROSC)
Corporate Governance Watch (CG-Watch)
การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย (Doing Business 2018) สำหรับตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย
การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย (Doing Business 2018) สำหรับตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย

 

อันดับ Doing Business 2018 ของประเทศไทย
 
การประเมินความยากง่ายในการประกอบธุรกิจซึ่งดำเนินการโดยธนาคารโลกนั้น ประกอบด้วยตัวชี้วัดทั้งหมด 10 ด้าน โดยธนาคารโลกจะเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ  กฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานภาครัฐ และเจ้าหน้าที่ประจำภูมิภาคของธนาคารโลก  สำหรับรอบปี 2018 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับดีขึ้นจากปีที่แล้วที่อยู่ในอันดับที่ 46 มาเป็นอันดับที่ 26 จาก 190 ประเทศทั่วโลก และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากประเทศบรูไน อันเป็นผลมาจากการปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์จำนวนมากที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการ ซึ่งรวมถึงกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยด้วย

 


แหล่งที่มา: http://www.doingbusiness.org
 
 
 ตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย
 
ตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยจะประเมินการให้ความคุ้มครองผู้ถือหุ้นจากการที่กรรมการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพย์สินของบริษัท รวมทั้งสิทธิของผู้ถือหุ้นในการสอดส่องดูแลการดำเนินกิจการของบริษัท ทั้งบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทจำกัด ซึ่งหากผลการประเมินในหัวข้อนี้ออกมาดี ก็จะทำให้นักลงทุนมั่นใจที่จะลงทุนมากขึ้นและส่งผลดีต่อผู้ประกอบการและตลาดทุนในภาพรวม  
 
  
 
 

 ความคุ้มครองตามกฎหมายไทยและพัฒนาการที่สำคัญ

 
ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับสำหรับตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยดีขึ้นจากปีที่แล้ว จากอันดับที่ 27 มาเป็น
อันดับที่ 16
โดยได้รับคะแนน Distance to Frontier คิดเป็นร้อยละ 73.33 ดีขึ้นร้อยละ 8.33 จากปีก่อน และหากเทียบกับประเทศในภูมิภาค East Asia & Pacific ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับดีขึ้นจากอันดับที่ 6 เป็นอันดับที่ 4 เป็นรองเพียงประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง และแซงหน้ามองโกเลียและไต้หวันที่ได้อันดับ 4 และ 5 ในปีก่อน โดยมีพัฒนาการที่สำคัญดังนี้
 
 
แหล่งที่มา: http://www.doingbusiness.org
 
 ด้านความรับผิดของกรรมการ (Extent of director liability index)
 
กฎหมายไทยให้สิทธิผู้ถือหุ้นรายย่อยในการฟ้องร้องกรรมการให้รับผิดจากการกระทำการหรือละเว้นกระทำการ อันเป็นการ
ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง และซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท จนเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย หรือทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
 โดยให้สิทธิผู้ถือหุ้นฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือเรียกคืนผลประโยชน์ที่กรรมการได้รับแทนบริษัทได้ อีกทั้งยังมีมาตรการลงโทษ ทั้งทางอาญา และทางแพ่งที่ห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวเป็นกรรมการของบริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ยังมีการผลักดันให้แก้ไข พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 เพื่อห้ามไม่ให้บริษัทยกเว้นความรับผิดให้แก่กรรมการที่มิได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัทด้วย
 
 ด้านสิทธิของผู้ถือหุ้นในการฟ้องคดี (Extent of shareholder suits index)
 
ประเทศได้คะแนนดีขึ้นจากปี 2017 อันเป็นผลจากการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัดฯ ในปี 2560 เพื่อลดอุปสรรค
ในการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในการเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมของบริษัท โดยลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นที่จะขอให้นายทะเบียนแต่งตั้งผู้ตรวจสอบเพื่อทำการตรวจสอบกิจการ ฐานะการเงิน และการดำเนินงานของคณะกรรมการ จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 20% เหลือเพียง 5% (ซึ่งภายหลังกฎหมายมีผลใช้บังคับ ก็มีผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนบางบริษัทใช้สิทธิตามมาตรานี้แล้ว) 
 

 

สำหรับการอ้างพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาคดีของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น กฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าโจทก์สามารถอ้างพยานหลักฐานโดยระบุเพียงสภาพของเอกสารโดยไม่จำเป็นต้องระบุรายละเอียดของเอกสารอย่างเฉพาะเจาะจงในบัญชีระบุพยาน และกฎหมายก็กำหนดเพียงขั้นตอนในการสืบพยานของโจทก์และจำเลย เช่น ลำดับในการซักถาม ถามค้าน และถามติงเท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดว่าการซักถามพยานต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน 
 
ด้านสิทธิของผู้ถือหุ้น (Extent of shareholder rights index)

 

กฎหมายไทยได้รับรองสิทธิของผู้ถือหุ้น และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรืออนุมัติเรื่องสำคัญของบริษัท รวมทั้งกำหนดเวลาในการดำเนินการตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น เช่น

 

-  การเพิ่มทุนของบริษัทต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยบริษัทสามารถใช้มติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่อนุมัติการเพิ่มทุนได้ในเวลาที่จำกัด
- การขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ของบริษัทจดทะเบียน ต้องได้รับมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น  โดยหากเป็นการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นการทั่วไป มติดังกล่าวจะมีอายุไม่เกิน 1 ปี และหากเป็นการเสนอขายหุ้นต่อบุคคลในวงจำกัด บริษัทต้องเสนอขายหุ้นให้แล้วเสร็จภายในระยะที่กำหนด แต่ต้องไม่เกิน 3 เดือนหรือ 12 เดือนนับแต่วันที่ผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติ แล้วแต่กรณี
- สำหรับหุ้นที่ออกใหม่ของบริษัทจำกัดนั้น จะต้องเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้นก่อนเสมอ หาก
ผู้ถือหุ้นไม่ใช้สิทธิซื้อหุ้นดังกล่าว กรรมการจะต้องนำหุ้นในส่วนนั้นไปขายให้แก่ผู้ถือหุ้นรายอื่นหรือกรรมการจะรับซื้อไว้เองก็ได้ ทั้งนี้ การเพิ่มทุนต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของ
ผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง
 
ในปี 2560 ประเทศไทยได้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัดฯ เพื่อลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นที่จะร้องขอให้คณะกรรมการของบริษัทจดทะเบียนจัดประชุมผู้ถือหุ้นได้ง่ายขึ้น จาก 20% เหลือเพียง 10% และอยู่ระหว่างผลักดันให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดที่จะร้องขอให้คณะกรรมการจัดประชุมผู้ถือหุ้นด้วย
 
ด้านความเป็นเจ้าของและอำนาจควบคุมกิจการ (Extent of ownership and control index)
 

 ประเทศไทยได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจากการที่สามารถแสดงให้เห็นว่ามีกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ห้ามมิให้บริษัทลูกถือหุ้นไขว้ในบริษัทแม่ที่ถือหุ้นในบริษัทลูกเกิน 50% เพื่อสะท้อนอำนาจในการควบคุมและส่วนได้เสียของผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ในปี 2560 ยังมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อกำหนดเวลาในการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด
ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่หรือกรรมการลงมติด้วย 
 

 
ด้านความโปร่งใสในการบริหารจัดการบริษัท (Extent of corporate transparency index)
 
พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ได้รองรับสิทธิของผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่ถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า 5% ให้สามารถเสนอเรื่องเพื่อขอให้คณะกรรมการบริษัทบรรจุเป็นวาระการประชุมผู้ถือหุ้นได้ ซึ่งคณะกรรมการจะต้องบรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นวาระการประชุมผู้ถือหุ้นที่จะจัดให้มีขึ้นภายในเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ คณะกรรมการจะปฏิเสธการบรรจุเป็นวาระการประชุมได้เฉพาะเมื่อเข้าเหตุที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น นอกจากนี้ กฎหมายยังให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นในเรื่องนี้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งโดยบัญญัติว่า หากคณะกรรมการปฏิเสธการบรรจุเรื่องที่เสนอโดยผู้ถือหุ้นในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งใด คณะกรรมการต้องแจ้งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเพื่อทราบในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนั้นโดยต้องระบุเหตุผลในการปฏิเสธไว้ด้วย และหากที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากให้บรรจุเรื่องที่เสนอโดยผู้ถือหุ้น คณะกรรมการต้องบรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นวาระในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งถัดไป ซึ่งเป็นการให้อำนาจตัดสินใจในขั้นสุดท้ายแก่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นนั่นเอง  

 

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดมีสิทธิในทำนองเดียวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีการผลักดันให้บัญญัติสิทธิของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดในเรื่องเดียวกันในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย
 

 

บทสรุป

 

ภาพรวมการประเมินความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทยด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยในรอบปี 2018
อยู่ในอันดับที่ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างก้าวกระโดด โดยนอกจากบทบัญญัติของกฎหมายที่มีอยู่ที่มีการให้ความคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย
ไว้อย่างเข้มแข็งแล้ว ยังมีการปรับปรุงกฎหมายในปี 2560 เพื่อเพิ่มความคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อยในหลายประเด็นเพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการลงทุน รวมทั้งยังมีการผลักดันการปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนและเพื่อรองรับให้สามารถนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการสื่อสารระหว่างบริษัท ผู้ถือหุ้น และกระทรวงพาณิชย์ และการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นผ่านระบบ e-voting และ
e-proxy เพื่อให้ผู้ถือหุ้นรับรู้ข้อมูลข่าวสารของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว และสามารถสอดส่องดูแลและตรวจสอบการดำเนินกิจการของบริษัทผ่านการประชุมผู้ถือหุ้นได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
ปรับปรุงล่าสุด 12 มีนาคม 2561
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 1207 หรือ 0 2033 9999 โทรสาร 0 2033 9660 e-mail : info@sec.or.th
สงวนลิขสิทธิ์ http://www.sec.or.th 2556 Privacy Policy | Disclaimer | Site Map