กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๑)
ออกตามความในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕

 
 
 


 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ และมาตรา ๙๐ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้

 

 

 

ข้อ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของข้อ ๒ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓ การให้ความเห็นชอบโครงการตามวรรคหนึ่งให้กระทำได้ภายใต้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

 
 
 

 

(๑) ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มีมติดังต่อไปนี้

 

   ๑.๑ ให้แยกการประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ออกจากกัน

 

   ๑.๒ กำหนดอัตราส่วนการถือหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ในบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ ทั้งในขณะจัดตั้งบริษัทใหม่และหลังจากที่บริษัทใหม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แล้ว โดยในขณะจัดตั้งบริษัทใหม่ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต้องถือหุ้นในบริษัทใหม่ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น

 

 
 
 

(๒) บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ จะมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจหลักทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. และประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทที่ได้รับใบอนุญาต

 
 
 

(๓) บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่จะมีความสามารถในการดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ ณ วันที่ใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์มีผลใช้บังคับได้ ไม่ต่ำกว่าอัตราที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด

 
 
 

(๔) ในกรณีที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ได้กำหนดหรือมีความตกลงไว้ล่วงหน้าว่า จะให้นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดารายใดเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นใหม่ไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อมเกินกว่าร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทดังกล่าว เมื่อบริษัทดังกล่าวได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แล้ว บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต้องแสดงได้ว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

 

 

(ก) ในกรณีของนิติบุคคล
๑. นิติบุคคลดังกล่าวไม่มีฐานะทางการเงินที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือมีพฤติการณ์อื่น
ที่แสดงให้เห็นว่าอยู่ในระหว่างประสบปัญหาทางการเงิน
๒. ภายในระยะเวลาห้าปีย้อนหลังนับแต่วันยื่นคำขอ นิติบุคคลดังกล่าวไม่เคยมีประวัติเสียหาย
หรือดำเนินกิจการใดที่มีลักษณะอันเป็นการหลอกลวง หรือแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบหรือความรอบคอบ หรือสะท้อนถึงวิธีการทำธุรกิจที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่น่าเชื่อถือ เว้นแต่กรณีที่เห็นเป็นการสมควร รัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. อาจพิจารณาผ่อนผันลักษณะต้องห้ามดังกล่าวให้แก่นิติบุคคลนั้นได้
๓. ประธานกรรมการ กรรมการ และผู้จัดการของนิติบุคคลดังกล่าวไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
   ก. ไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม ๑. และ ๒. โดยอนุโลม
   ข. ภายในระยะเวลาสิบปีย้อนหลังนับแต่วันยื่นคำขอบุคคลดังกล่าวไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต
   ค. ภายในระยะเวลาห้าปีย้อนหลังนับแต่วันยื่นคำขอ บุคคลดังกล่าวไม่เคยถูกถอดถอนจากการเป็นประธานกรรมการ กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทเงินทุนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หรือธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ โดยหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลนิติบุคคลนั้น ๆ
   ง. ภายในระยะเวลาห้าปีย้อนหลังนับแต่วันยื่นคำขอ บุคคลดังกล่าวไม่เคยเป็นประธาน กรรมการ กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทเงินทุนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หรือธนาคารพาณิชย์ ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกระงับการดำเนินกิจการหรือถูกควบคุมกิจการ เว้นแต่กรณีที่เห็นเป็นการสมควรรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. อาจพิจารณาผ่อนผันลักษณะต้องห้ามดังกล่าวให้แก่บุคคลนั้นได้
 
 

(ข) ในกรณีของบุคคลธรรมดา บุคคลดังกล่าวไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม (ก)๓.โดยอนุโลม

 


 
 
 

ข้อ ให้ยกเลิกความในข้อ ๓ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 
 
 

"ข้อ ๓ เมื่อรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบโครงการตามข้อ ๒ แล้ว ให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตามข้อ ๑ ดำเนินการจัดตั้งบริษัทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดขึ้นใหม่ให้เป็นไปตามที่ได้รับความเห็นชอบและเมื่อได้จัดตั้งบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดขึ้นใหม่แล้ว ให้บริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นใหม่ตามที่ได้รับความเห็นชอบ ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ต่อรัฐมนตรีโดยยื่นต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานตามที่กำหนดในแบบ ๙๐ - ๓ ท้ายกฎกระทรวงนี้

 
 
 

ในกรณีที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มิได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดขึ้นใหม่หรือบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นใหม่ มิได้เป็นไปตามที่ได้รับความเห็นชอบ หรือบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดมิได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ภายในหกเดือนนับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีเป็นอันสิ้นสุดลง เว้นแต่รัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต.จะผ่อนผันหรือกำหนดเป็นประการอื่น

 


 
 
 

ข้อ ให้ยกเลิกความในข้อ ๗ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 
 
 

ข้อ ๗ เมื่อบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นใหม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และได้รับโอนสินทรัพย์และหนี้สิน รวมทั้งรับโอนสิทธิการเป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ถ้ามี) จากบริษัทเงินทุนภายใต้หลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเสร็จสิ้นตามโครงการที่รัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว บริษัทเงินทุนที่คงอยู่ ภายหลังการแยกการประกอบธุรกิจจะลดอัตราส่วนการถือหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ลงก็ได้

 


 
 
 

ข้อ ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๗ ทวิ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

 
 
 

ข้อ ๗ ทวิ เมื่อบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นใหม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แล้ว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นที่จะมีผลทำให้บุคคลใดเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าว ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกินกว่าร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทหลักทรัพย์นั้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข และวิธีการที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด

 
 
 

มิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ตามที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ได้แสดงไว้แล้วตามข้อ ๒ วรรคสอง เว้นแต่บุคคลดังกล่าวจะมีลักษณะต้องห้าม อย่างหนึ่งอย่างใดเช่นเดียวกับลักษณะต้องห้ามตามหลักเกณฑ์ในข้อ ๒ วรรคสอง (๔) ภายหลังจากที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ได้เสนอโครงการตามข้อ ๒ แล้ว"

 


 
 
 

ข้อ ให้ยกเลิกความในข้อ ๘ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

 
 
 

 

ข้อ ๘ ค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ตามกฎกระทรวงนี้ ให้เป็นดังนี้
(๑) การยื่นคำขอรับความเห็นชอบโครงการตามข้อ ๒ และคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ตามข้อ ๓ คำขอละ ๕๐๐ บาท
(๒) ใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนส่วนบุคคล ให้ชำระตามอัตราและกำหนดเวลาตามนัยแห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๙) ออกตามความในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕
(๓) ใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ ให้ชำระตามอัตราและกำหนดเวลาตามนัยแห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕

 

 
 
 

ในกรณีที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ขอแยกการประกอบธุรกิจตามกฎกระทรวงนี้ค้างชำระค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ให้บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นใหม่ โดยบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าว และได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ตามกฎกระทรวงนี้รับผิดชำระบรรดาค่าธรรมเนียม และเงินเพิ่มทั้งหมดให้แล้วเสร็จในปีที่ได้รับใบอนุญาต เว้นแต่คณะกรรมการ ก.ล.ต. จะเห็นสมควรผ่อนผันระยะเวลาการชำระเงินดังกล่าวเป็นประการอื่น

 
 
 

ในกรณีที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ขอแยกการประกอบธุรกิจตามกฎกระทรวงนี้ มิได้ค้างชำระค่าธรรมเนียม ให้บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นใหม่โดยบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าว และได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ตามกฎกระทรวงนี้ ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทนั้นสำหรับปีปฏิทินแรกที่ได้รับใบอนุญาต

 


 
 
 

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๑

 
 
(ธารินทร์ นิมมานเหมินท์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
 

 

 
 
 

 

 
 
 

 
 
 
 

 

หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการการจัดตั้งและการดำเนินงานของบริษัทที่จะเกิดจากการแยกธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ออกจากกันเพื่อให้ชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้นรวมทั้งสมควรยกเลิกเงื่อนไขที่กำหนดห้ามมิให้บริษัทเงินทุนลดอัตราส่วนการถือหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นใหม่หลังการแยกธุรกิจก่อนพ้นหกเดือนหลังจากที่บริษัทหลักทรัพย์เปิดดำเนินการ เพื่อความคล่องตัวในการประกอบกิจการ อีกทั้งยังสมควรกำหนดให้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ที่จะมีผลทำให้บุคคลใดเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์เกินกว่าร้อยละสิบจะต้องได้รับความเห็นชอบก่อน ทั้งนี้ เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มีโอกาสพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าว มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้ถือหุ้นจำนวนมากในบริษัทหลักทรัพย์นั้นหรือไม่ นอกจากนั้น ยังสมควรเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การจัดเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และโดยที่มาตรา 90 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 กำหนดให้การขอความเห็นชอบและการให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งบริษัท เพื่อประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และการขอใบอนุญาต และการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้