Skip Ribbon Commands
Skip to main content
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

โครงการ “หุ้นนวัตกรรมและสร้างสรรค์ ความภูมิใจของไทย”
โครงการ “หุ้นนวัตกรรมและสร้างสรรค์ ความภูมิใจของไทย”
โครงการ “หุ้นนวัตกรรมและสร้างสรรค์ ความภูมิใจของไทย”
รายละเอียดโครงการ
ผู้สอบบัญชีที่เข้าร่วมโครงการ
ที่ปรึกษาทางการเงินที่เข้าร่วมโครงการ
Facebook
“START-TO-GROW” Newsletter
รายละเอียดโครงการ

 
แนวคิด/ที่มา
 
จากการจัดกลุ่มประเทศ ตามระดับรายได้ประชาชาติ  ประเทศไทยได้ก้าวข้ามอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับล่าง มาสู่ประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับบน  เศรษฐกิจส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยภาคการผลิต ทำให้ประเทศไทยจะมีแรงกดดันทั้งจากการแข่งขันกับประเทศที่ใช้แรงงานที่มีต้นทุนต่ำกว่า และประเทศที่ใช้นวัตกรรมเป็นตัวนำ 
 
ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การแข่งขันด้วยสินค้าราคาถูกไม่ใช่เป้าหมายในการแข่งขันอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันด้วยการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ ธุรกิจที่สามารถสร้างคุณค่า (value creation) หรือสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) จะมีโอกาสเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด  กล่าวคือ  เมื่อผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพที่ดีขึ้นหรือมีความแตกต่าง ก็ย่อมจะยินดีจ่ายซื้อสินค้าและบริการนั้นด้วยราคาที่สูงขึ้น  ทำให้ธุรกิจมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น สามารถจ่ายตอบแทนค่าฝีมือ วิจัย และแรงงานได้ในอัตราที่สูงขึ้น   และในที่สุดส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมดีขึ้น  รวมทั้งสามารถดึงดูดให้ผู้ใช้ฝีมือและนักวิจัยอยู่ทำงานในเมืองไทยได้มากขึ้น
 
ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงปัจจัยหลักที่ธุรกิจเหล่านั้นใช้ขับเคลื่อนจนประสบความสำเร็จ สามารถพิจารณาได้ใน 2 มิติ คือ  (1) การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย หรือนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต  และ (2) การใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีองค์ความรู้ การสะสมภูมิปัญญาท้องถิ่น และการใช้ฝีมือในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งคนไทยได้รับการยอมรับกันทั่วไปในงานที่ต้องอาศัยความละเอียดและความคิดสร้างสรรค์
 
จากเหตุผลข้างต้น การสนับสนุนให้มีการนำทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ทั้งที่อยู่ในรูปของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม รวมถึงการนำองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมไทย และความคิดสร้างสรรค์ (รวมเรียกว่า “กลุ่มนวัตกรรมและสร้างสรรค์”) ที่ประเทศไทยมีอยู่จำนวนไม่น้อย  เข้ามาประยุกต์ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการที่สร้างคุณค่า (value creation) หรือสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ในเชิงพาณิชย์จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง  เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 
 
1. ผลักดันให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มั่นคง เช่น การมีอุทยานวิทยาศาสตร์เพื่อรองรับการทำวิจัยให้แก่บริษัทต่างๆ  โดยเฉพาะบริษัทต่างประเทศที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการผลิต เป็นต้น  ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว  ยังเป็นการช่วยรักษาให้นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักคิดสร้างสรรค์ ฝีมือดีชาวไทย อยู่สร้างประโยชน์และผลงานให้แก่ประเทศไทยต่อไป
 
2. เมื่อธุรกิจกลุ่มนวัตกรรมและสร้างสรรค์ที่มีห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ยาวมีการเติบโต โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่มที่มีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรืออุตสาหกรรมภาพยนตร์  จะส่งผลให้ธุรกิจที่อยู่ใน supply chain นั้นๆ สามารถเติบโตและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตามไปด้วยแบบทวีคูณ 
 
จึงเห็นได้ว่า ธุรกิจกลุ่มนวัตกรรมและสร้างสรรค์ เป็นพลังสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยสามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโต อย่างมีคุณภาพ ยั่งยืน และหลุดพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (middle income trap) ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้  นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมและสร้างสรรค์ที่ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในเชิงแข่งขัน (competitive advantage)  หากได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสมและอย่างมีกลยุทธ์  ก็จะช่วยผลักดันให้สินค้าและบริการจากกลุ่มดังกล่าวก้าวสู่เวทีโลกได้ต่อไป
 
ก.ล.ต. เล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจกลุ่มนวัตกรรมและสร้างสรรค์  ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจกลุ่มดังกล่าว เติบโต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งนอกเหนือจากมีการตลาดหรือการบริหารจัดการที่แข็งแกร่งแล้ว ธุรกิจยังต้องมีแหล่งเงินทุนรองรับการขยายตัวอย่างเพียงพออีกด้วย  
 
ด้วยบทบาทสำคัญประการหนึ่งของ ก.ล.ต. คือ การส่งเสริมให้กิจการกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุน  ก.ล.ต. จึงเห็นควรที่จะส่งเสริมให้ธุรกิจกลุ่มนวัตกรรมและสร้างสรรค์เข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุน โดยการระดมทุนด้วยการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชน  นอกจากจะทำให้กิจการมีแหล่งเงินทุนระยะยาวที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระคืนแล้ว  เมื่อหุ้นเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะช่วยให้นักลงทุนมีตัวเลือกในการลงทุนมากขึ้น  ตลาดทุนมีสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น  ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนไทยอีกทางหนึ่งด้วย   
 
วัตถุประสงค์โครงการ
 
1. สนับสนุนให้ผู้ประกอบการในกลุ่มนวัตกรรมและสร้างสรรค์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยนำองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมไทย และความคิดสร้างสรรค์ มาประยุกต์ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ ที่สร้างคุณค่าหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ โดยใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือ 

 

2. สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในกลุ่มนวัตกรรมและสร้างสรรค์ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดทุน ประโยชน์ของการระดมทุนจากตลาดทุน รวมถึงได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรืออาจนำไปสู่การเจรจาธุรกิจ กับผู้ที่สนใจร่วมลงทุน

 

คุณสมบัติผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ

 

1. เป็นผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าหรือบริการที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (value added) หรือคุณค่าทางสังคม (value creation) โดยนำสิ่งดังต่อไปนี้มาใช้ในการประกอบธุรกิจหลัก* (ตัวอย่างประเภทธุรกิจ)

(1) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย หรือนวัตกรรม (science based)  หรือ
(2) องค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมไทย  หรือความคิดสร้างสรรค์ (creative based  
 
2. ดำเนินกิจการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี
 
3. ในงบการเงินงวดปีล่าสุด  จะต้องมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้  (ก) มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วและส่วนของผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท  (ข) มีผลกำไร หรือ (ค) มีกำไรสะสม
 
ในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครเข้าร่วมโครงการในข้อ 1  ก.ล.ต. จะพิจารณาร่วมกับที่ปรึกษาโครงการ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และธุรกิจเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรืออาจใช้การเป็นสมาชิกของหน่วยงาน องค์กร สมาคม และชมรม ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนวัตกรรมเเละสร้างสรรค์ ประกอบการพิจารณา 
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
* ตัวอย่างแนวพิจารณาธุรกิจหลัก เช่น กรณีที่กิจการที่ผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว จะพิจารณาจากธุรกิจที่สร้างรายได้สูงสุดหรือรายได้ส่วนใหญ่ให้กิจการ หรือหากกิจการอยู่ในช่วงลงทุน จะพิจารณาจากธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงสุดหรือเงินลงทุนส่วนใหญ่จากกิจการ เป็นต้น 
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
 
สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ
 
กิจการที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ
 
1. การอบรมความรู้เกี่ยวกับการระดมทุนจากตลาดทุน หน้าที่ ความรับผิดชอบของกรรมการและผู้บริหาร และการเตรียมความพร้อมในการเข้าตลาดหลักทรัพย์  โดยไม่เสียค่าอบรม  นอกจากนี้ อาจมีการจัดอบรมความรู้อื่นที่เหมาะสมกับผู้เข้าร่วมโครงการด้วย เช่น การนำเสนอแผนธุรกิจ เป็นต้น
 
2. การขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำเกี่ยวกับการคัดเลือกที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการขายหุ้นต่อประชาชนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยทีมที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้สอบบัญชี ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์
 
3. การเข้าร่วมกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพบกับผู้ร่วมลงทุน เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น มุมมองในการลงทุนของผู้ร่วมลงทุน รวมถึงการจับคู่ทางธุรกิจ (business matching)
 
4. สำหรับกิจการที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ที่มายื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นภายในปี 2559 จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมคำขออนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์และคำขอจดทะเบียนหลักทรัพย์ จาก ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามลำดับ
 
ทั้งนี้ หาก ก.ล.ต. ให้ความสนับสนุนหรือให้สิทธิประโยชน์อื่นเพิ่มเติมอีก จะมีการประกาศให้ทราบต่อไป
 
การสมัครเข้าร่วมโครงการ
 
1. ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2558 และจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการภายใน 1 เดือนหลังจากวันปิดรับสมัคร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
 
2. Download ใบสมัครได้ที่ www.sec.or.th/inno และยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพ 10900 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
 
3. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ ศูนย์ส่งเสริมการระดมทุน ก.ล.ต.  โทร 1207 กด 2  หรือ 081 931 4999 
ปรับปรุงล่าสุด 23 เมษายน 2558
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 1207 หรือ 0 2033 9999 โทรสาร 0 2033 9660 e-mail : info@sec.or.th
สงวนลิขสิทธิ์ http://www.sec.or.th 2556 Privacy Policy | Disclaimer | Site Map