สารจากประธาน

จากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและเชื่อมโยงใกล้ชิดกันอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีที่รุดหน้า ในขณะที่ประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านปัจจัยพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์หลายส่วน ทำให้ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ  ซึ่งรวมถึงภาคการเงินด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และพัฒนาให้เศรษฐกิจและสังคมมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในระยะยาว

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติในส่วนที่เกี่ยวกับภาคการเงิน  จึงได้เน้นในเรื่องของการปรับปรุงประสิทธิภาพและให้สามารถแข่งขันได้ ซึ่งครอบคลุมการเร่งปรับปรุงกฎระเบียบในการกำกับดูแล เพื่อสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันและให้บริการต่อผู้บริโภคและภาคเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม การกำกับดูแลที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากความเชื่อมโยงทางการเงินและกระแสการเคลื่อนย้ายของเงินทุน การสนับสนุนการนำเทคโนโลยีทางการเงินมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ    และการทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึงในต้นทุนที่เหมาะสม

ก.ล.ต. ได้กำหนดทิศทางในการกำกับดูแลและพัฒนาตลาดทุนไทยที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายมิติ  อาทิ

(1) การส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนที่น่าสนใจสำหรับกิจการในประเทศและภูมิภาค โดยสร้างความเชื่อมั่นผ่านการกำกับดูแลผู้ระดมทุน การติดตามการซื้อขายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนธันวาคม 2559   เพื่อปรับลักษณะการกระทำความผิดและเพิ่มมาตรการในการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพ ทันสถานการณ์ และเป็นสากล รวมทั้งเพื่อรองรับการเชื่อมโยงตลาดทุน และผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ

การปฏิบัติตามมาตรฐานเพื่อการยอมรับในระดับสากล เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ตลาดทุนไทย ก.ล.ต. จึงร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียซึ่งรวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การประเมินภาพรวมภาคการเงินของไทย หรือ Financial Sector Assessment Program (FSAP) ของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ภายในปลายปี 2561 นี้

สำหรับการระดมทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ก.ล.ต. สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย  (Thailand Future Fund) เพื่อให้ภาครัฐระดมทุนผ่านตลาดทุนเพื่อใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และเป็นการเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและน่าสนใจในตลาดทุน

(2) การใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงินเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงตลาดทุน ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญเพื่อใช้ตัดสินใจลงทุน ผู้ประกอบการรายใหม่มีพื้นที่ในการพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน กิจการมีทางเลือกในการระดมทุนเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่น equity crowdfunding  มีโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดต้นทุนการกำกับดูแลให้แก่ภาคธุรกิจ นำเทคโนโลยีมาใช้ในการกำกับดูแล นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังเน้นให้ผู้ประกอบการมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มั่นคง  เพื่อรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์

(3) ส่งเสริมการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้สถาบันการเงินและกิจการเสนอผลิตภัณฑ์และบริการ  โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นที่ตั้ง ยกระดับการทำหน้าที่ผู้ขายอย่างมืออาชีพ เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือและคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งผลักดันให้ทุกภาคส่วนเห็นประโยชน์ของการมีธรรมาภิบาลในธุรกิจตน และปฏิบัติตามด้วยตัวเองมากกว่าที่จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และ

(4) พัฒนาเครื่องมือสำหรับผู้ลงทุน โดยการให้ความรู้ผู้ลงทุนผ่านเครื่องมือและตัวช่วยในการตัดสินใจ  และรู้จักเรียกร้องสิทธิที่พึงได้ มีตัวกลางที่ให้ความเห็นอย่างเป็นอิสระ ตลอดจนการพัฒนากลไกการระงับข้อพิพาทและบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้  ก.ล.ต. จะต้องพัฒนาศักยภาพของ ก.ล.ต. เองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรมีความยั่งยืนและรองรับแผนยุทธศาสตร์การทำงานได้  ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมธรรมาภิบาลองค์กรซึ่งดำเนินการ เป็นระบบและสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ก.ล.ต. มีการกำหนดเป้าประสงค์ของการดำเนินงานที่ชัดเจน เกิดผลต่อประโยชน์สุขของประชาชน และสามารถดำเนินการได้สำเร็จ โดยจากการประเมินตนเองตามแนวทางที่พัฒนามาจาก International Framework: Good Governance in the Public Sector (2014)   ที่จัดทำโดย International Federation of Accountants (IFAC) ก็พบว่ามีพัฒนาการที่ดีและยังคงมุ่งมั่นดำเนินการให้ดียิ่งขึ้นต่อไป และในด้านการบริหารความเสี่ยงนั้น ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่สะท้อนปรัชญาในการกำกับดูแลตลาดทุน และรวมการบริหารความเสี่ยงเข้ากับวิธีคิด การทำแผนงาน และกระบวนการทำงานในทุกด้าน สำหรับบุคลากรที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนองค์กรนั้น ก.ล.ต. ได้พัฒนาบุคลากรในทุกระดับ  รวมถึงคณะกรรมการ โดยมีพัฒนาการที่สำคัญคือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการประชุมระดมความคิดเห็นแบบเป็นกันเอง (board retreat) ให้มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น โดยจัดทำกิจกรรม Board Effectiveness ที่ใช้เทคนิคการ coaching และการเห็นภาพแห่งความสำเร็จร่วมกัน (vision of success) ร่วมกันสร้างแนวคิดหลักขององค์กร (board central idea) เพื่อกำหนดทิศทางในการพัฒนาตลาดทุนให้บรรลุพันธกิจที่มีความยั่งยืนของประเทศและความสุขของประชาชนเป็นที่ตั้งต่อไป

วรวิทย์  จำปีรัตน์
ประธานกรรมการ
คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์