Skip Ribbon Commands
Skip to main content
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

ดำเนินคดี
ดำเนินคดี
คุณอยู่ที่ : หน้าแรก > ดำเนินคดี > บทนำ
ดำเนินคดี
บทนำ
สถิติรายปี
ค้นหาข้อมูลการบังคับใช้กฎหมาย
บทนำ

บทนำ

สำนักงาน ก.ล.ต. เป็นองค์กรที่มีภารกิจหลักในการกำกับและพัฒนาตลาดทุนของประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพ ยุติธรรม โปร่งใส และน่าเชื่อถือ รวมถึงการกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามและดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ตลาดทุนมีการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน และส่งผลในเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม  
 
กฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงาน ก.ล.ต. ในปัจจุบันมีทั้งสิ้น 6 ฉบับ ประกอบด้วย
(2)  พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ("พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้าฯ")
(3)  พระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 ("พ.ร.บ. ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุนฯ")
(4)  พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 ("พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ") และ
(6)  พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (“พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลฯ”)
 
ในการกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามและดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิด สำนักงาน ก.ล.ต. มีความรับผิดชอบในการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายทั้ง 6 ฉบับดังกล่าว และดำเนินการให้มีการลงโทษผู้กระทำความผิด (ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งประกาศที่ออกโดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายดังกล่าว 
 
เมื่อมีเหตุสงสัยว่าอาจมีการกระทำความผิดตามกฎหมายที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำกับดูแล  สำนักงาน ก.ล.ต. จะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้เพียงพอต่อการพิจารณา ซึ่งโดยปกติจะเปิดโอกาสให้ผู้ต้องสงสัยได้ชี้แจงหรือโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน ก่อนที่จะพิจารณาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง  ยกเว้นกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควร เช่น หากสำนักงาน ก.ล.ต. ไม่รีบดำเนินการ อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ หรือกรณีที่การให้ผู้กระทำความผิดชี้แจงไม่สามารถกระทำได้โดยสภาพ เป็นต้น
 
เมื่อสำนักงาน ก.ล.ต. พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมได้มีน้ำหนักเพียงพอที่จะบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิด สำนักงาน ก.ล.ต. มีช่องทางในการบังคับใช้กฎหมายดังนี้
(1) การดำเนินการทางปกครอง (Administrative Actions) 
(2) การดำเนินการทางอาญา (Criminal Actions) 
(3) การดำเนินการทางแพ่ง (Civil Actions)  
 
 
การดำเนินการทางปกครอง (Administrative Actions)
 
การดำเนินการทางปกครอง (Administrative Actions) เป็นกระบวนการบังคับใช้กฎหมายด้วยการออกคำสั่งทางปกครองกับบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวคือ เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาต ได้รับความเห็นชอบ หรือได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำกับดูแล เช่น ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้สอบบัญชี บริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สิน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน เป็นต้น
 
การดำเนินการทางปกครองของสำนักงาน ก.ล.ต. แยกได้เป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือ 
     (ก) การออกคำสั่งทางปกครองจะอาศัยอำนาจในการกำกับดูแลตามที่กฎหมายแต่ละฉบับกำหนด ซึ่งจะใช้ดำเนินการในกรณีที่พบว่าบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลนั้นขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ หรือมีการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ มาตรฐาน หรือจรรยาบรรณที่กำหนดสำหรับการปฏิบัติงานของบุคคลประเภทนั้น  ตัวอย่างการสั่งการของสำนักงาน ก.ล.ต. หรือผู้ที่มีอำนาจในการกำกับดูแล มีดังนี้ สั่งให้แก้ไขการดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จำกัดการประกอบธุรกิจที่บกพร่อง เปิดเผยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ พักหรือเพิกถอนการให้ความเห็นชอบ เป็นต้น
     (ข) การลงโทษทางปกครองเป็นบทลงโทษที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้าฯ และ พ.ร.บ. ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุนฯ ซึ่งเป็นบทลงโทษกับผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สำนักหักบัญชีสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สมาคมกำกับผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ผู้ไม่ชำระค่าธรรมเนียมที่กำหนดตาม พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้าฯกรรมการและผู้บริหารของนิติบุคคลข้างต้น (ตามมาตรา 114  119 แห่ง พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้าฯ) และลงโทษกับทรัสตีและกรรมการและผู้บริหารของทรัสตีนั้น (ตามมาตรา 70  71 แห่ง พ.ร.บ. ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุนฯ)
     ผู้มีอำนาจลงโทษทางปกครองมีหลายระดับ ได้แก่ สำนักงาน ก.ล.ต.  คณะกรรมการพิจารณาโทษทางปกครอง  หรือคณะกรรมการ ก.ล.ต.  และการสั่งการก็มีได้หลายลักษณะ เช่น ภาคทัณฑ์ ตำหนิโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน ปรับทางปกครอง จำกัดการประกอบการ พักการประกอบการ และเพิกถอนใบอนุญาต เป็นต้น  ทั้งนี้ อำนาจในการสั่งการของผู้มีอำนาจลงโทษทางปกครองในแต่ละระดับนั้นขึ้นอยู่กับระดับโทษที่จะลงแก่ผู้ถูกลงโทษทางปกครอง
 
 
เมื่อผู้ถูกลงโทษทางปกครองได้รับคำสั่งทางปกครองแล้วไม่เห็นด้วยกับการสั่งการทางปกครอง ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ โดยวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์กำหนดตามระเบียบคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยการยื่น การพิจารณา การวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองของสำนักงาน พ.ศ. 2542   และประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ กค. 12/2551 เรื่อง การพิจารณาทางปกครองตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 และสามารถศึกษาได้จากแผนผังขั้นตอนการดำเนินการทางปกครอง และขั้นตอนการใช้สิทธิอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งลงโทษทางปกครอง
 
 
การดำเนินการทางอาญา (Criminal Actions)
 
การดำเนินการทางอาญา (Criminal Actions) เป็นกระบวนการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลซึ่งกระทำการหรือละเว้นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำกับดูแล สามารถดำเนินการได้ 2 ลักษณะ คือ (ก) การเปรียบเทียบความผิดอาญาโดยคณะกรรมการเปรียบเทียบ หรือ (ข) การดำเนินคดีอาญาตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
 
ทั้งนี้ กระบวนการทางอาญาเป็นกระบวนการที่ใช้กับข้อหาความผิดส่วนใหญ่ตามกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงาน ก.ล.ต.
 
ก. การเปรียบเทียบความผิดอาญา
 
กฎหมายที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำกับดูแล ทั้ง 5 ฉบับ มีบทบัญญัติที่กำหนดให้ความผิดบางลักษณะเป็นความผิดที่สามารถเปรียบเทียบและกำหนดค่าปรับโดยคณะกรรมการเปรียบเทียบที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายดังกล่าว และเมื่อผู้กระทำความผิดยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบ และชำระค่าปรับตามคำสั่งคณะกรรมการเปรียบเทียบแล้ว สิทธิในการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดดังกล่าวจะสิ้นสุดลง
 
ความผิดที่สามารถยุติด้วยการเปรียบเทียบความผิดได้ เป็นไปตามที่บัญญัติในมาตรา 317 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ  มาตรา 155 แห่ง พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้าฯ  มาตรา 94 แห่ง พ.ร.บ. ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุนฯ  มาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ  มาตรา 43 แห่ง พ.ร.ก. นิติบุคคลเฉพาะกิจฯ และมาตรา 95 แห่ง พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลฯ
 
องค์คณะของคณะกรรมการเปรียบเทียบประกอบด้วยบุคคลภายนอกที่เป็นอิสระจากสำนักงาน ก.ล.ต. จำนวน 3 ท่าน ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดังนี้ 
     (1) ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
     (2) ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย และ
     (3) ผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
 
 
ข. การดำเนินคดีอาญาตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
 
สำหรับความผิดอื่น ๆ ที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นความผิดที่สามารถเปรียบเทียบได้ หรือในกรณีที่ผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบ หรือไม่ชำระค่าปรับตามคำสั่งของคณะกรรมการเปรียบเทียบ หรือชำระไม่ครบถ้วน  สำนักงาน ก.ล.ต. จะกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน (สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ) เพื่อให้สอบสวนการกระทำความผิดของบุคคลดังกล่าว  ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่เกี่ยวข้อง
 
ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พนักงานสอบสวนจะทำหน้าที่สอบสวน รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และเสนอความเห็นเกี่ยวกับคดีไปยังพนักงานอัยการ และพนักงานอัยการจะมีอำนาจพิจารณาความสมบูรณ์ครบถ้วนของสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ก่อนมีความเห็นสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาตามสำนวนการสอบสวนดังกล่าว  ทั้งนี้ ในคดีที่พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาเป็นจำเลยแล้ว ศาลยุติธรรมจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินต่อไป
 
อนึ่ง ศาลยุติธรรมมี 3 ชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ซึ่งสิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
 
นอกจากนั้น ศาลที่พิจารณาข้อหาความผิดตามมาตรา 278 มาตรา 281/2 วรรคหนึ่ง มาตรา 281/10 มาตรา 296 มาตรา 296/1 หรือมาตรา 297 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ และตามมาตรา 70 มาตรา 71 หรือมาตรา 73 แห่ง พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลฯ มีอำนาจใช้มาตรการต่อไปนี้กับผู้กระทำความผิดได้
                (1)  ชดใช้เงินเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการกระทำผิด
                (2)  ห้ามเข้าซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี
                (3)  ห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนหรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นเวลาไม่เกิน 10 ปี
                (4)  ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบให้กับสำนักงาน ก.ล.ต.
 
 
การดำเนินการทางแพ่ง (Civil Actions)
 
มาตรการลงโทษทางแพ่งเป็นกระบวนการบังคับใช้กฎหมายช่องทางใหม่ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559 และ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
 
มาตรา 317/แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดความผิดต่อไปนี้ให้สามารถนำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับได้
     (1)  กระทำการอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์
     (2)  แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งในสาระสำคัญ
     (3)  ไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการหรือผู้บริหารตามมาตรา 89/7
     (4)  ยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือบัญชีธนาคารที่ใช้ชำระค่าซื้อขายหลักทรัพย์ หรือใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือบัญชีธนาคารของบุคคลอื่น 
มาตรา 96 แห่ง พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลฯ กำหนดความผิดต่อไปนี้ให้สามารถนำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับได้
     (1)  แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งในสาระสำคัญ
     (2)  กระทำการอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
     (3)  ยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล บัญชีธนาคาร บัญชีที่เปิดไว้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล หรือบัญชีอื่นใดที่ใช้ชำระราคาซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือใช้บัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล บัญชีธนาคาร บัญชีที่เปิดไว้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล หรือบัญชีอื่นใดของบุคคลอื่น
 
 
สำนักงาน ก.ล.ต. สามารถนำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้กับผู้กระทำความผิดได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) ซึ่งมีองค์คณะ 5 ท่าน ได้แก่ 
                (1) อัยการสูงสุด 
                (2) ปลัดกระทรวงการคลัง
                (3) อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ 
                (4) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ 
                (5) เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. 
 
 
นอกจาก ค.ม.พ. จะเป็นผู้เห็นชอบให้ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งแล้ว ยังเป็นผู้กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดด้วย ซึ่งมาตรการลงโทษทางแพ่งมีทั้งสิ้น 5 มาตรการดังต่อไปนี้
                (1)  ปรับทางแพ่ง
                (2)  ชดใช้เงินเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการกระทำผิด
                (3)  ห้ามเข้าซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี
                (4)  ห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนหรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นเวลาไม่เกิน 10 ปี
                (5)  ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบให้กับสำนักงาน ก.ล.ต.
ทั้งนี้ ค.ม.พ. สามารถใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งให้เหมาะสมแก่ข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ให้ครบทั้ง 5 มาตรการในทุกกรณี
 
ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ผู้กระทำความผิดต้องตกลงทำบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งตามที่ ค.ม.พ. กำหนด (“บันทึกการยินยอม”) กับสำนักงาน ก.ล.ต. และเมื่อชำระเงินครบถ้วนตามบันทึกการยินยอมแล้ว สิทธิในการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดนั้นจะสิ้นสุดลง  แต่หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน สำนักงาน ก.ล.ต. สามารถร้องขอต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้ศาลบังคับให้ผู้กระทำความผิดชำระเงินตามบันทึกการยินยอมได้ และสิทธิในการดำเนินคดีอาญายังไม่สิ้นสุดในกรณีเช่นว่านี้
 
ส่วนในกรณีที่ผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด สำนักงาน ก.ล.ต. มีอำนาจฟ้องบุคคลดังกล่าวต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ศาลพิจารณากำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งให้จำเลยปฏิบัติ ซึ่งศาลสามารถกำหนดดอกเบี้ยบนค่าปรับทางแพ่งและค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบของสำนักงานได้ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ  ทั้งนี้ การดำเนินคดีและการบังคับคดีในกรณีนี้จะอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
 
ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดฝ่าฝืนข้อตกลงในบันทึกการยินยอมหรือคำพิพากษาของศาลที่ห้ามเข้าซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนหรือบริษัทหลักทรัพย์  การฝ่าฝืนดังกล่าวถือเป็นความผิดอาญาข้อหาใหม่
 

 

ปรับปรุงล่าสุด 21 ธันวาคม 2561
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 1207 หรือ 0 2033 9999 โทรสาร 0 2033 9660 e-mail : info@sec.or.th
สงวนลิขสิทธิ์ http://www.sec.or.th 2556 Privacy Policy | Disclaimer | Site Map