Skip Ribbon Commands
Skip to main content
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
คุณอยู่ที่ : หน้าแรก > การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล > การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย (Doing Business 2019) สำหรับตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย
การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
Towards International Excellence
The Financial Sector Assessment Program (FSAP)
Accounting and Auditing ROSC (AA ROSC)
Corporate Governance-Report on the Observance of Standards and Codes (CG-ROSC)
Corporate Governance Watch (CG-Watch)
การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย (Doing Business 2019) สำหรับตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย
การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย (Doing Business 2019) สำหรับตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย

 

อันดับ Doing Business 2019 ของประเทศไทย
 
การประเมินความยากง่ายในการประกอบธุรกิจซึ่งดำเนินการโดยธนาคารโลกนั้น ประกอบด้วยตัวชี้วัดทั้งหมด 10 ด้าน โดยธนาคารโลกจะเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ รวมทั้งพิจารณาจากกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานภาครัฐ และเจ้าหน้าที่ประจำภูมิภาคของธนาคารโลก สำหรับรอบปี 2019 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 27 จาก 190 ประเทศทั่วโลก

 doing business.png
แหล่งที่มา: http://www.doingbusiness.org

 * คะแนนของปี 2019 คงที่เมื่อเทียบกับปี 2018 เนื่องจากธนาคารโลกปรับวิธีการประเมิน
 
ตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย
 
ตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยจะประเมินการให้ความคุ้มครองผู้ถือหุ้นจากการที่กรรมการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพย์สินของบริษัท รวมทั้งสิทธิของผู้ถือหุ้นในการสอดส่องดูแลการดำเนินกิจการของบริษัท ทั้งบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทจำกัด ซึ่งหากผลการประเมินในหัวข้อนี้ออกมาดี ก็จะทำให้นักลงทุนมั่นใจที่จะลงทุนมากขึ้นและส่งผลดีต่อผู้ประกอบการและตลาดทุนในภาพรวม  
 
  
 
 

ความคุ้มครองตามกฎหมายไทยและพัฒนาการที่สำคัญ

ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับสำหรับตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยดีขึ้นจากปีที่แล้ว จากอันดับที่ 16 มาเป็นอันดับที่ 15 จากหัวข้อการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้น โดยได้รับคะแนน ease of doing business score คิดเป็นร้อยละ 75.00 และหากเทียบกับประเทศในภูมิภาค East Asia & Pacific ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 4 ร่วมกับประเทศไต้หวัน เป็นรองเพียงประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์และฮ่องกง อันเป็นผลมาจากการที่สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ก.พ.ร. และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกันประสานงานกับธนาคารโลก และเผยแพร่ความรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย เพื่อให้ธนาคารโลกและประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้มีส่วนร่วมในการตอบแบบสอบถาม Doing Business เข้าใจบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของกฎหมายไทยในส่วนของการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยมากยิ่งขึ้น โดยพัฒนาการที่สำคัญมีดังนี้
 
indicator.jpg
แหล่งที่มา: http://www.doingbusiness.org
 
 ด้านความรับผิดของกรรมการ (Extent of director liability index)
 
กฎหมายไทยให้สิทธิผู้ถือหุ้นรายย่อยในการฟ้องร้องกรรมการให้รับผิดจากการกระทำการหรือละเว้นกระทำการ อันเป็นการ
ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง และซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท จนเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย หรือทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
 โดยให้สิทธิผู้ถือหุ้นฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือเรียกคืนผลประโยชน์ที่กรรมการได้รับแทนบริษัทได้ อีกทั้งยังมีมาตรการลงโทษ ทั้งทางอาญา และทางแพ่งที่ห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวเป็นกรรมการของบริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ยังมีการผลักดันให้แก้ไข พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 เพื่อห้ามไม่ให้บริษัทยกเว้นความรับผิดให้แก่กรรมการที่มิได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท โดยกำหนดให้บริษัทต้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการด้วย
 
 ด้านสิทธิของผู้ถือหุ้นในการฟ้องคดี (Extent of shareholder suits index)
 
ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นต้องการฟ้องร้องบริษัทหรือคณะกรรมการ ผู้ถือหุ้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งกำหนด     ขั้นตอนและวิธีการในการฟ้องร้องคดีแพ่ง โดยกฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าโจทก์สามารถอ้างพยานหลักฐานโดยระบุเพียงสภาพของเอกสารโดยไม่จำเป็นต้องระบุรายละเอียดของเอกสารอย่างเฉพาะเจาะจงในบัญชีระบุพยาน และกฎหมายก็กำหนดเพียงขั้นตอนในการสืบพยานของโจทก์และจำเลย เช่น ลำดับในการซักถาม ถามค้าน และถามติงเท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดว่าการซักถามพยานต้อง
ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ทำให้ผู้ถือหุ้นสามารถใช้สิทธิในการฟ้องคดีได้โดยสะดวก
 
ด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้น (Extent of shareholder rights index)
 
กฎหมายไทยได้รับรองสิทธิของผู้ถือหุ้น และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรืออนุมัติเรื่องสำคัญของบริษัท เช่น
การเพิ่มทุนของบริษัทจำกัด บริษัทจะต้องเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้นก่อนเสมอ          หากผู้ถือหุ้นไม่ใช้สิทธิซื้อหุ้นดังกล่าว กรรมการจะต้องนำหุ้นในส่วนนั้นไปขายให้แก่ผู้ถือหุ้นรายอื่นหรือกรรมการจะรับซื้อไว้เองก็ได้     ทั้งนี้ การเพิ่มทุนต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ซึ่งจากการชี้แจงและทำความเข้าใจกับธนาคารโลกและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจาก     ตัวชี้วัดในเรื่องนี้
 

นอกจากนี้ยังผลักดันให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดที่จะร้องขอให้คณะกรรมการจัดประชุมผู้ถือหุ้นจาก 20% เหลือเพียง 10% ของจำนวนหุ้นของบริษัท ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหุ้นสามารถร้องขอให้มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นได้ง่ายยิ่งขึ้น อันจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ถือหุ้นสามารถใช้สิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อควบคุม สอดส่องและร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบริษัทได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย โดยคาดว่าการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปี 2562

 
ด้านความโปร่งใสในการบริหารจัดการบริษัท (Extent of corporate transparency index)
 
พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ได้รองรับสิทธิของผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่ถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า 5% ให้สามารถเสนอเรื่องเพื่อขอให้คณะกรรมการบริษัทบรรจุเป็นวาระการประชุมผู้ถือหุ้นได้ ซึ่งคณะกรรมการจะต้องบรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นวาระการประชุมผู้ถือหุ้นที่จะจัดให้มีขึ้นภายในเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ คณะกรรมการจะปฏิเสธการบรรจุเป็นวาระการประชุมได้เฉพาะเมื่อเข้าเหตุที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น นอกจากนี้ กฎหมายยังให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นในเรื่องนี้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งโดยบัญญัติว่า หากคณะกรรมการปฏิเสธการบรรจุเรื่องที่เสนอโดยผู้ถือหุ้นในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งใด คณะกรรมการต้องแจ้งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเพื่อทราบในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนั้นโดยต้องระบุเหตุผลในการปฏิเสธไว้ด้วย และหากที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากให้บรรจุเรื่องที่เสนอโดยผู้ถือหุ้น คณะกรรมการต้องบรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นวาระในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งถัดไป ซึ่งเป็นการให้อำนาจตัดสินใจในขั้นสุดท้ายแก่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นนั่นเอง  

 

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดมีสิทธิในทำนองเดียวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีการผลักดันให้บัญญัติสิทธิของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดในเรื่องเดียวกันในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีส่วนร่วมในการควบคุมสอดส่องและร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบริษัทได้ง่ายยิ่งขึ้น อันเป็นการส่งเสริมการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นอีกทางหนึ่งด้วย โดยคาดว่าการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปี 2562
 

 

บทสรุป

 

ภาพรวมการประเมินความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทยด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยในรอบปี 2019
อยู่ในอันดับที่ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยนอกจากบทบัญญัติของกฎหมายที่มีอยู่ที่มีการให้ความคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อยไว้อย่างเข้มแข็งแล้ว ยังมีการผลักดันการปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนและเพื่อรองรับให้สามารถนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการสื่อสารระหว่างบริษัท ผู้ถือหุ้น และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นรับทราบข้อมูลข่าวสารของบริษัทได้รวดเร็วยิ่งขึ้นจึงเป็นผลทำให้ผู้ถือหุ้นมีเวลาพิจารณาข้อมูลที่ได้รับจากบริษัทมากขึ้นและสามารถออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ตามความต้องการของผู้ถือหุ้นที่     แท้จริง นอกจากนี้ยังผลักดันให้มีระบบ e-proxy เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าร่วมประชุมแทนตนได้สะดวกยิ่งขึ้นอันเป็นการ      คุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นให้ยังคงใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนในการประชุมผู้ถือหุ้นแม้จะไม่สามารถเข้าประชุมได้ด้วยตนเองก็ตาม
โดยคาดว่าการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปี 2562
ปรับปรุงล่าสุด 07 พฤศจิกายน 2561
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 1207 หรือ 0 2033 9999 โทรสาร 0 2033 9660 e-mail : info@sec.or.th
สงวนลิขสิทธิ์ http://www.sec.or.th 2556 Privacy Policy | Disclaimer | Site Map