สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อเดือนมกราคม ปี 2563 และตรวจสอบเพิ่มเติม พบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 5 มิถุนายน 2562 – 9 สิงหาคม 2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ BIG จะเปิดเผยข้อมูลภายในเกี่ยวกับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2562 ของ BIG ที่มีกำไรสุทธิ 35.86 ล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานไตรมาสก่อนหน้าของปีเดียวกัน และไตรมาสเดียวกันของปี 2561 อันเป็นข้อมูลที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อราคาหุ้น BIG และบุคคลทั่วไปไม่อาจคาดการณ์ได้ นายชิตชัย ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของ BIG ซึ่งทราบยอดขาย เงินสนับสนุนการจัดงานอีเวนต์ รวมถึงการจัดเวิร์กชอป ซึ่งสามารถประเมินผลการดำเนินการได้ และได้ล่วงรู้หรือครอบครองข้อมูลภายในเกี่ยวกับผลประกอบการของ BIG จากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว ทั้งยังเป็นบุตรและน้องชายของกรรมการของ BIG ซึ่งล่วงรู้หรือครอบครองข้อมูลภายในดังกล่าว ได้ขายหุ้น BIG ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเอง ทำให้นายชิตชัยสามารถหลีกเลี่ยงผลขาดทุนเนื่องจากมูลค่าหุ้น BIG ที่ปรับตัวลงภายหลังจาก BIG ได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 9 สิงหาคม 2562 เวลา 20.24 น.
การกระทำของนายชิตชัยเป็นความผิดฐานขายหลักทรัพย์โดยเป็นบุคคลซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายในตามมาตรา 242 ประกอบมาตรา 243(3) และมาตรา 244(3) (4) ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 296 มาตรา 296/2 และมาตรการลงโทษทางแพ่งตามมาตรา 317/4 และมาตรา 317/5 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับ* กับนายชิตชัย โดยกำหนดให้นายชิตชัยชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,035,750 บาท และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ เป็นเวลา 16 เดือน
มาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ได้แก่ การให้ชำระค่าปรับทางแพ่ง การชดใช้เงินในจำนวนที่เท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และการกำหนดระยะเวลาห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารดังกล่าวข้างต้น จะมีผลนับตั้งแต่วันที่ผู้กระทำความผิดลงนามในบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอม ก.ล.ต. จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพื่อกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราที่อัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติโดยไม่ต่ำกว่าอัตราที่ ค.ม.พ. กำหนด
ทั้งนี้ เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการกระทำความผิดเป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ : * มาตรา 317/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559 ให้การกระทำความผิดอาญาตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิดได้
อ่านรายละเอียด “การดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่ง (Civil Sanctions)” ได้ที่ https://www.sec.or.th/TH/Pages/LawandRegulations/CivilPenalty.aspx