สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(ก.ล.ต.) ได้ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลการทำธุรกรรมเกี่ยวกับ stablecoin
ของผู้ลงทุนผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของ
ก.ล.ต. อย่างต่อเนื่อง พบว่า ปริมาณและมูลค่าการทำธุรกรรม stablecoin โดยเฉพาะเหรียญ USDT มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีพฤติกรรมในบางลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน
อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการเลี่ยงการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ก.ล.ต. ให้ความสำคัญและติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด
รวมทั้งได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
ร่วมหาแนวทางและมาตรการเพิ่มเติมในการยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมเกี่ยวกับ stablecoin
ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์
คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมเมื่อเดือนกันยายน
2569
ได้มีมติเห็นชอบหลักการกำกับดูแลการทำธุรกรรม stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและการเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลของ
ก.ล.ต. เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการนำ stablecoin เป็นช่องทางในการฟอกเงินและก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี
รวมทั้งเลี่ยงการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีสาระสำคัญ
ดังนี้
(1) กำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลการโอน stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
- บัญชีหรือกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล
(wallet) ต้นทางที่โอน stablecoin เข้าบัญชีลูกค้าของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
และบัญชีหรือ wallet ปลายทางที่รับโอน stablecoin จากบัญชีลูกค้าของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องเป็นบัญชีหรือ wallet
ที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้วว่าเป็นของลูกค้าที่ทำธุรกรรมการโอนดังกล่าว
(ห้ามโอน stablecoin เข้าจากบัญชีผู้อื่น
และออกไปยังบัญชีผู้อื่น)
ทั้งนี้ บัญชีหรือ wallet
ต้นทางของลูกค้า และบัญชีหรือ wallet ปลายทางของลูกค้า
ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ travel rules รวมถึงการจัดประเภทลูกค้า
การคัดกรองข้อมูล (โดยต้องไม่เป็นบัญชีม้า หรือบุคคลหรือ wallet ที่มีความเสี่ยงต่อการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย) และการใช้เครื่องมือติดตามเส้นทางการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ดิจิทัลและตรวจสอบความเชื่อมโยงกับ
wallet ที่มีความเสี่ยงหรืออยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง เป็นต้น
- มูลค่าการโอน stablecoin เข้า หรือโอน stablecoin ออกจากบัญชีลูกค้าของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
ต้องมีความสอดคล้องกับแหล่งที่มารายได้และฐานะการเงินของลูกค้า โดยมูลค่าการโอนเข้า
ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อวันต่อคนต่อผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย
และมูลค่าการโอนออก ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อวันต่อคนต่อผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย
ทั้งนี้ กรณีที่เป็นการโอนระหว่างบัญชีลูกค้าผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทยด้วยกัน ไม่มีข้อจำกัดมูลค่าการโอน
5 ล้านบาทต่อวันต่อผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย (ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทยต้นทางและปลายทางต้องมีการใช้
travel rule ทั้งคู่)
(2) ปรับปรุงหลักเกณฑ์ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
(DA Exchange) เกี่ยวกับการกำกับดูแลผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market
Maker: MM) ให้เทียบเคียงกับฝั่งหลักทรัพย์โดยสอดคล้องกับบริบทของสินทรัพย์ดิจิทัล
เพื่อเพิ่มความชัดเจนและความโปร่งใสในการกำกับดูแลของ MM ใน DA Exchange
(3) กำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity
Provider: LP) แก่นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (DA
Broker) ให้มีมาตรฐานการกำกับดูแลที่เหมาะสมตามความเสี่ยงและสอดคล้องกับแนวทาง
การกำกับดูแลศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลปลายทาง (source exchange) ที่ DA Broker นำมาให้บริการแก่ลูกค้า ทั้งนี้ LP และ source exchange ที่ DA
Broker เชื่อมต่อดังกล่าว ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับดูแล (เช่น ด้านการกำกับดูแลการฟอกเงิน/การประกอบธุรกิจ เป็นต้น) ด้วย
(4) กำหนดแนวทางกำกับดูแลการทำธุรกรรมนอกแพลตฟอร์มผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
เพื่อเพิ่มความโปร่งใส และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการให้บริการช่องทางนอก
platform (เช่น กรณี big lot เป็นต้น)
นางพรอนงค์
บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า “ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้เท่าทันการพัฒนาการและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
โดยการยกระดับแนวทางกำกับดูแลธุรกรรม stablecoin ในครั้งนี้ มุ่งป้องกันและลดความเสี่ยงจากการนำ
stablecoin ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ควบคู่กับการคุ้มครองผู้ลงทุนและสนับสนุนการพัฒนาตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยให้มีความน่าเชื่อถือ
โปร่งใส และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องภายในเดือนกันยายน
2569 เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่อไป”
ก.ล.ต. พร้อมเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
เพื่อยกระดับการป้องกันและยับยั้งการฟอกเงินในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยอย่างเป็นระบบ
อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน การป้องกันการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในทางที่ไม่เหมาะสม
และสนับสนุนการพัฒนาตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ