สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(ก.ล.ต.) ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2564 และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม
2564 - 12 กรกฎาคม 2564 ผู้กระทำความผิด 4 ราย ได้แก่ (1) นายสุสิชณ์ทักษ์ อัจฉริยะสมบัติ (2)
นายทวี อรุณภรวงศ์ (3) นายพีรสักก์
ขนอม และ (4) นางสาวยุวดี วชิรปภา
มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในด้านความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และมีพฤติการณ์ส่งคำสั่งซื้อขายที่สอดรับและสนับสนุนกันได้ร่วมกันซื้อขายหุ้น
STAR ในลักษณะสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้นดังกล่าว โดยสลับกันเข้าเคาะซื้อผลักดันราคาและกวาดคำเสนอขาย
(Offer) อย่างต่อเนื่อง รวมถึงครองคำเสนอซื้อ (Bid) หลายระดับราคาและควบคุมราคาปิดในบางวัน
เป็นการร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น STAR โดยร่วมกันส่งคำสั่งซื้อหรือขายหลักทรัพย์
หรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์อันเป็นการทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อหรือขายหลักทรัพย์
และเป็นการร่วมกันส่งคำสั่งซื้อหรือขายหลักทรัพย์
หรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ในลักษณะต่อเนื่องกันโดยมุ่งหมายให้ราคาหลักทรัพย์หรือปริมาณการซื้อหรือขายหลักทรัพย์นั้นผิดไปจากสภาพปกติของตลาด
การกระทำของผู้กระทำความผิดจำนวน
4 รายข้างต้น
เป็นความผิดฐานร่วมกันสร้างราคาหลักทรัพย์ ตามมาตรา 244/3(1)(2) ประกอบมาตรา 244/5(4)(5) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
พ.ศ. 2535 ประกอบมาตรา 83
แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 296 มาตรา 296/1 และมาตรา 296/2 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน
คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง
(ค.ม.พ.) มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับ* กับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ราย
โดยกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง ดังนี้
(1) ให้นายสุสิชณ์ทักษ์
ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ
และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด
เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 5,181,490.13 บาท
รวมถึงห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลา 6 เดือน
และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นเวลา
12 เดือน
(2) ให้นายทวี ชำระค่าปรับทางแพ่ง
ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ
ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 2,942,292.38 บาท รวมถึงห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลา 6 เดือน
และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นเวลา
12 เดือน
(3) ให้นายพีรสักก์
ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ
และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด
เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 861,390.88 บาท
รวมถึงห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลา 6 เดือน
และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นเวลา
12 เดือน
(4) ให้นางสาวยุวดี
ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ
และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด
เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,011,993.88 บาท
รวมถึงห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลา 6 เดือน
และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นเวลา
12 เดือน
มาตรการลงโทษทางแพ่งที่
ค.ม.พ. กำหนด ได้แก่
การกำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารดังกล่าวข้างต้น
จะมีผลตามที่ระบุในบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ผู้กระทำความผิดลงนาม
หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอม ก.ล.ต.
จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพื่อกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติโดยไม่ต่ำกว่าอัตราที่
ค.ม.พ. กำหนด
ทั้งนี้
เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิดเป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ
:
*มาตรการลงโทษทางแพ่งเป็นมาตรการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
พ.ศ. 2535
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5)
พ.ศ. 2559 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2559 โดยมาตรา 317/1
กำหนดให้การกระทำความผิดอาญาตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิดได้
อ่านรายละเอียด
“การดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่ง (Civil
Sanctions)” ได้ที่ https://www.sec.or.th/TH/Pages/LawandRegulations/CivilPenalty.aspx