Sign In
การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) โดยธนาคารโลก​

​​​อันดับ Doing Business 2020 ของประเทศไทย

ก.ล.ต. เผยผลสำเร็จด้านคุ้มครองผู้ลงทุนของไทยพุ่งสู่อันดับ 3 ของโลก ใน Doing Business Report 2020
(คลิกดูเพิ่มเติมได้ที่ ข่าว ก.ล.ต. ฉบับที่ 152/2562)​​​

การประเมินความยากง่ายในการประกอบธุรกิจซึ่งดำเนินการโดยธนาคารโลกนั้น ประกอบด้วยตัวชี้วัดทั้งหมด 10 ด้าน โดยธนาคารโลกจะเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ รวมทั้งพิจารณาจากกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานภาครัฐ และเจ้าหน้าที่ประจำภูมิภาคของธนาคารโลก สำหรับรอบปี 2020 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 21 จาก 190 ประเทศทั่วโลกจากผลการประเมินด้านต่าง ๆ ดังนี้




*คะแนนของปี 2020 คงที่เมื่อเทียบกับปี 2019 เนื่องจากธนาคารโลกปรับวิธีการประเมินแหล่งที่มา: http://www.doingbusiness.org


ตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย

สำนักงาน ก.ล.ต. รับผิดชอบในตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งตัวชี้วัดดังกล่าวจะประเมินการให้ความคุ้มครองผู้ถือหุ้นจากการที่กรรมการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพย์สินของบริษัท รวมทั้งสิทธิของผู้ถือหุ้นในการสอดส่องดูแลการดำเนินกิจการของบริษัท ทั้งบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ [1] ซึ่งหากผลการประเมินในหัวข้อนี้ออกมาดี ก็จะทำให้นักลงทุนมั่นใจที่จะลงทุนมากขึ้นและส่งผลดีต่อผู้ประกอบการและตลาดทุนในภาพรวม ซึ่งตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยมีหัวข้อและรายละเอียดในการประเมิน ดังนี้




[1] ในการประเมินสำหรับรอบปี 2020 มีคำถามเกี่ยวกับบริษัทจำกัด อย่างไรก็ดี World Bank มิได้นำคำถามดังกล่าวมาประกอบการคำนวณผลการประเมิน


ความคุ้มครองตามกฎหมายไทยและพัฒนาการที่สำคัญ

ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับสำหรับตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยดีขึ้นจากปีที่แล้วจากอันดับที่ 15 มาเป็นอันดับที่ 3 จากหัวข้อ “การคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้น" โดยได้รับคะแนน ease of doing business score คิดเป็นร้อยละ 80.10 และหากเทียบกับประเทศในภูมิภาค East Asia & Pacific ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 2 ร่วมกับประเทศสิงคโปร์ เป็นรองเพียงประเทศมาเลเซีย อันเป็นผลมาจากการที่สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ริเริ่มประชุมทางไกล (conference call) กับผู้ประเมินของธนาคารโลก จากกรุงวอชิงตัน ดีซี เป็นครั้งแรก โดยเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้ร่วมชี้แจงพร้อมกับตัวแทนจากสำนักงานศาลยุติธรรม และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยมีการชี้แจงและแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้ธนาคารโลกเข้าใจบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของกฎหมายไทยในส่วนของการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากผลการประเมินในหลายหัวข้อมีพัฒนาการที่ดีขึ้นโดยมีรายละเอียดคะแนน เปรียบเทียบกับผลการประเมินประจำปี 2019 ดังนี้




* ธนาคารโลกปรับวิธีการประเมิน

แหล่งที่มา: http://www.doingbusiness.org


การดำเนินการชี้แจงข้อมูลและข้อกฎหมายของสำนักงาน

ด้านความรับผิดของกรรมการ (Extent of director liability index)

กฎหมายไทยให้สิทธิผู้ถือหุ้นรายย่อยในการฟ้องร้องกรรมการให้รับผิดจากการกระทำการหรือละเว้นกระทำการ อันเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง และซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท จนเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย หรือทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ จากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว โดยให้สิทธิผู้ถือหุ้นฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือเรียกคืนผลประโยชน์ที่กรรมการได้รับแทนบริษัทได้ อีกทั้งยังมีมาตรการลงโทษ ทั้งทางอาญา และทางแพ่ง ที่ห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวเป็นกรรมการของบริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้สำนักงาน ก.ล.ต. ยังได้ผลักดันให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 เพื่อห้ามไม่ให้บริษัทยกเว้นความรับผิดให้แก่กรรมการที่มิได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท และกำหนดให้บริษัทต้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการที่กระทำความผิดนั้นด้วย

ด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้น (Extent of shareholder suits index)

ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นต้องการฟ้องร้องบริษัทหรือคณะกรรมการ ผู้ถือหุ้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งกำหนด ขั้นตอนและวิธีการในการฟ้องร้องคดีแพ่ง โดยกฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าโจทก์สามารถอ้างพยานหลักฐานโดยระบุเพียงสภาพของเอกสารโดยไม่จำเป็นต้องระบุรายละเอียดของเอกสารอย่างเฉพาะเจาะจงในบัญชีระบุพยาน และกฎหมายก็กำหนดเพียงขั้นตอนในการสืบพยานของโจทก์และจำเลย เช่น ลำดับในการซักถาม ถามค้าน และถามติงเท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดว่าการซักถามพยานต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ทำให้ผู้ถือหุ้นสามารถใช้สิทธิในการฟ้องคดีได้โดยสะดวก

ด้านสิทธิของผู้ถือหุ้น (Extent of shareholder rights index)

สำนักงาน ก.ล.ต. ผลักดันให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดที่จะร้องขอให้คณะกรรมการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นจาก 20% เหลือเพียง 10% ของจำนวนหุ้นของบริษัท รวมทั้งให้สิทธิผู้ถือหุ้นในการเสนอวาระในการประชุมผู้ถือหุ้นเพิ่มเติมได้ล่วงหน้าก่อนวันประชุม ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหุ้นสามารถร้องขอให้มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้น และมีส่วนร่วมในการเสนอวาระการประชุมได้ง่ายยิ่งขึ้น อันจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ถือหุ้นสามารถใช้สิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อควบคุม สอดส่องและร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบริษัทได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย

ด้านความความเป็นเจ้าของและการควบคุม (Ownership and Control Index)

สำนักงาน ก.ล.ต. ออกหนังสือเวียนถึงที่ปรึกษาทางการเงินและบริษัทจดทะเบียนขอความร่วมมือให้บริษัท IPO และจดทะเบียนแยกประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ออกจากกัน ตามหลักปฏิบัติของ CG Code ทั้งนี้เพื่อเป็นกลไกในการถ่วงดุลอำนาจระหว่างกรรมการและฝ่ายจัดการ อย่างไรก็ดี หากบริษัท IPO หรือจดทะเบียนใดยังมีความจำเป็นที่จะต้องให้ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นคนเดียวกัน บริษัทอาจดำเนินการเพิ่มกลไกในการถ่วงดุลอำนาจระหว่างกรรมการและฝ่ายจัดการตามแนวปฏิบัติใน CG Code กล่าวคือ การเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระ

ให้มากกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด หรือ การแต่งตั้งกรรมการอิสระคนหนึ่งทำหน้าที่ร่วมพิจารณากำหนดวาระการประชุมคณะกรรมการ

ด้านความโปร่งใสในการบริหารจัดการบริษัท (Extent of corporate transparency index)

พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ได้รองรับสิทธิของผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่ถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า 5% ให้สามารถเสนอเรื่องเพื่อขอให้คณะกรรมการบริษัทบรรจุเป็นวาระการประชุมผู้ถือหุ้นได้ ซึ่งคณะกรรมการจะต้องบรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นวาระการประชุมผู้ถือหุ้นที่จะจัดให้มีขึ้นภายในเวลาที่กำหนด  ทั้งนี้ คณะกรรมการจะปฏิเสธการบรรจุเป็นวาระการประชุมได้เฉพาะเมื่อเข้าเหตุที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น นอกจากนี้ กฎหมายยังให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นในเรื่องนี้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งโดยบัญญัติว่า หากคณะกรรมการปฏิเสธการบรรจุเรื่องที่เสนอโดยผู้ถือหุ้นในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งใด คณะกรรมการต้องแจ้งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเพื่อทราบในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนั้นโดยต้องระบุเหตุผลในการปฏิเสธไว้ด้วย และหากที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากให้บรรจุเรื่องที่เสนอโดยผู้ถือหุ้น คณะกรรมการต้องบรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นวาระในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งถัดไป ซึ่งเป็นการให้อำนาจตัดสินใจในขั้นสุดท้ายแก่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นนั่นเอง 

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดมีสิทธิในทำนองเดียวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนดังที่กล่าวมาข้างต้น สำนักงาน ก.ล.ต. จึงมีการผลักดันให้บัญญัติสิทธิของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดในลักษณะเดียวกันไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีส่วนร่วมในการควบคุมสอดส่องและร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบริษัทได้ง่ายยิ่งขึ้น อันเป็นการส่งเสริมการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นอีกทางหนึ่งด้วย 

 

บทสรุป

ภาพรวมการประเมินความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทยด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยในรอบปี 2020 อยู่ในอันดับที่ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยนอกจากบทบัญญัติของกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งมีการให้ความคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อยไว้อย่างเข้มแข็งแล้ว ยังมีการผลักดันการปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนและเพื่อรองรับให้สามารถนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการสื่อสารระหว่างบริษัท ผู้ถือหุ้น และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นรับทราบข้อมูลข่าวสารของบริษัทได้รวดเร็วยิ่งขึ้นจึงเป็นผลทำให้ผู้ถือหุ้นมีเวลาพิจารณาข้อมูลที่ได้รับจากบริษัทมากขึ้นและสามารถออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ตามความต้องการของผู้ถือหุ้นที่แท้จริง นอกจากนี้ยังผลักดันให้มีระบบ e-delivery
ในการจัดส่งเอกสาร รวมถึง e-proxy เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าร่วมประชุมแทนตนได้สะดวกยิ่งขึ้น ​อันเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นให้ยังคงใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนในการประชุมผู้ถือหุ้นแม้จะไม่สามารถเข้าประชุมได้ด้วยตนเองก็ตาม


ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

SEC Help Center

โทรศัพท์ 1207​