Sign In
เกี่ยวกับ ก.ล.ต.

​​​​​​​​​​​​​การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล

ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เพื่อพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับและได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการลงทุนและระดมทุนในระดับนานาชาติ โดยมาตรวัดที่สำคัญที่จะทำให้เห็นว่าตลาดทุนไทยปฏิบัติได้ตามมาตรฐานสากลเพียงใดนั้น คือการเข้ารับการประเมินจากองค์กรสากล ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยและตลาดทุนไทยได้เข้ารับการประเมินในเวทีต่าง ๆ อาทิ

การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) โดยธนาคารโลก

โครงการประเมินภาคการเงิน (FSAP) โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก

โครงการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านการกำกับดูแลกิจการ (CG ROSC) โดยธนาคารโลก

การประเมินการกำกับดูแลกิจการของตลาดทุนในเอเชีย โดย Asian Corporate Governance Association และ CLSA Asia-Pacific Markets (CG Watch)

การประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านการเผยแพร่ข้อมูล ในด้านการบัญชีและสอบบัญชี (AA ROSC) โดยธนาคารโลก


การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) โดยธนาคารโลก​


อันดับ
Doing Business 2019 ของประเทศไทย
การประเมินความยากง่ายในการประกอบธุรกิจซึ่งดำเ​นินการโดยธนาคารโลกนั้น ประกอบด้วยตัวชี้วัดทั้งหมด 10 ด้าน โดยธนาคารโลกจะเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ รวมทั้งพิจารณาจากกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานภาครัฐ และเจ้าหน้าที่ประจำภูมิภาคของธนาคารโลก สำหรับรอบปี 2019 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 27 จาก 190 ประเทศทั่วโลก

แหล่งที่มา: http://www.doingbusiness.org/
แหล่งที่มา:
http://www.doingbusiness.org/
*คะแนนของปี
2019 คงที่เมื่อเทียบกับปี 2018 เนื่องจากธนาคารโลกปรับวิธีการประเมิน

ตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย

ตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยจะประเมินการให้ความคุ้มครองผู้ถือหุ้นจากการที่กรรมการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพย์สินของบริษัท รวมทั้งสิทธิของผู้ถือหุ้นในการสอดส่องดูแลการดำเนินกิจการของบริษัท ทั้งบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทจำกัด ซึ่งหากผลการประเมินในหัวข้อนี้ออกมาดี ก็จะทำให้นักลงทุนมั่นใจที่จะลงทุนมากขึ้นและส่งผลดีต่อผู้ประกอบการและตลาดทุนในภาพรวม


​Extent of disclosure index (0-10)​​​
​Extent of shareholder rights index (​0-10)​

​​Review and approval requirements for related-party transactions

​Shareholders' rights and role in major corporate decisions​ ​​

​Internal, immediate and periodic disclosure requirements for related-party transactions
Extent of director liability index (0-10)
​Extent of ownership and control index
(0-10)


​Minority shareholders' ability to sue and hold interested directors liable for prejudicial related-party transactions
​​Governance safeguards protecting shareholders from undue board control and entrenchment

​​

​​Available legal remedies (damages, disgorgement of profits, disqualification, rescission of transactions) 
​​Ease of shareholder suits index (0-10)
Extent of corporate transparency index
(0-10)


​Access to internal corporate documents
​​Corporate transparency on significant owners, executive compensation, annual meetings and audits

​​

​​
​Evidence obtainable during trial
​​Allocation of legal expenses


แหล่งที่มา: http://www.doingbusiness.org/data/exploretopics/protecting-minority-investors/what-measure


ความคุ้มครองตามกฎหมายไทยและพัฒนาการที่สำคัญ

ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับสำหรับตัวชี้วัดด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยดีขึ้นจากปีที่แล้ว จากอันดับที่ 16 มาเป็นอันดับที่ 15 จากหัวข้อ “การคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้น" โดยได้รับคะแนน ease of doing business score คิดเป็นร้อยละ 75.00 และหากเทียบกับประเทศในภูมิภาค East Asia & Pacific ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 4 ร่วมกับประเทศไต้หวัน เป็นรองเพียงประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์และฮ่องกง อันเป็นผลมาจากการที่สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ก.พ.ร. และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกันประสานงานกับธนาคารโลก และเผยแพร่ความรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย เพื่อให้ธนาคารโลกและประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้มีส่วนร่วมในการตอบแบบสอบถาม Doing Business เข้าใจบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของกฎหมายไทยในส่วนของการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยมากยิ่งขึ้น โดยพัฒนาการที่สำคัญมีดังนี้

zd.jpg
 

แหล่งที่มา: http://www.doingbusiness.org


  • ด้านความรับผิดของกรรมการ (Extent of director liability index)

กฎหมายไทยให้สิทธิผู้ถือหุ้นรายย่อยในการฟ้องร้องกรรมการให้รับผิดจากการกระทำการหรือละเว้นกระทำการ อันเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง และซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท จนเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย หรือทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว  โดยให้สิทธิผู้ถือหุ้นฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือเรียกคืนผลประโยชน์ที่กรรมการได้รับแทนบริษัทได้ อีกทั้งยังมีมาตรการลงโทษ ทั้งทางอาญา และทางแพ่งที่ห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวเป็นกรรมการของบริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ยังมีการผลักดันให้แก้ไข พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 เพื่อห้ามไม่ให้บริษัทยกเว้นความรับผิดให้แก่กรรมการที่มิได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท โดยกำหนดให้บริษัทต้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการด้วย

  • ด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้น (Extent of shareholder suits index)

ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นต้องการฟ้องร้องบริษัทหรือคณะกรรมการ ผู้ถือหุ้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งกำหนด ขั้นตอนและวิธีการในการฟ้องร้องคดีแพ่ง โดยกฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าโจทก์สามารถอ้างพยานหลักฐานโดยระบุเพียงสภาพของเอกสารโดยไม่จำเป็นต้องระบุรายละเอียดของเอกสารอย่างเฉพาะเจาะจงในบัญชีระบุพยาน และกฎหมายก็กำหนดเพียงขั้นตอนในการสืบพยานของโจทก์และจำเลย เช่น ลำดับในการซักถาม ถามค้าน และถามติงเท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดว่าการซักถามพยานต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ทำให้ผู้ถือหุ้นสามารถใช้สิทธิในการฟ้องคดีได้โดยสะดวก

  • ด้านสิทธิของผู้ถือหุ้น (Extent of shareholder rights index)

กฎหมายไทยได้รับรองสิทธิของผู้ถือหุ้น และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรืออนุมัติเรื่องสำคัญของบริษัท เช่น การเพิ่มทุนของบริษัทจำกัด บริษัทจะต้องเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้นก่อนเสมอ หากผู้ถือหุ้นไม่ใช้สิทธิซื้อหุ้นดังกล่าว กรรมการจะต้องนำหุ้นในส่วนนั้นไปขายให้แก่ผู้ถือหุ้นรายอื่นหรือกรรมการจะรับซื้อไว้เองก็ได้ ทั้งนี้ การเพิ่มทุนต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ซึ่งจากการชี้แจงและทำความเข้าใจกับธนาคารโลกและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจากตัวชี้วัดในเรื่องนี้

นอกจากนี้ยังผลักดันให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดที่จะร้องขอให้คณะกรรมการจัดประชุมผู้ถือหุ้นจาก 20% เหลือเพียง 10% ของจำนวนหุ้นของบริษัท ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหุ้นสามารถร้องขอให้มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นได้ง่ายยิ่งขึ้น อันจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ถือหุ้นสามารถใช้สิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อควบคุม สอดส่องและร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบริษัทได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย โดยคาดว่าการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปี 2562


  • ด้านความโปร่งใสในการบริหารจัดการบริษัท (Extent of corporate transparency index)

พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ได้รองรับสิทธิของผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่ถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า 5% ให้สามารถเสนอเรื่องเพื่อขอให้คณะกรรมการบริษัทบรรจุเป็นวาระการประชุมผู้ถือหุ้นได้ ซึ่งคณะกรรมการจะต้องบรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นวาระการประชุมผู้ถือหุ้นที่จะจัดให้มีขึ้นภายในเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ คณะกรรมการจะปฏิเสธการบรรจุเป็นวาระการประชุมได้เฉพาะเมื่อเข้าเหตุที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น นอกจากนี้ กฎหมายยังให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นในเรื่องนี้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งโดยบัญญัติว่า หากคณะกรรมการปฏิเสธการบรรจุเรื่องที่เสนอโดยผู้ถือหุ้นในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งใด คณะกรรมการต้องแจ้งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเพื่อทราบในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนั้นโดยต้องระบุเหตุผลในการปฏิเสธไว้ด้วย และหากที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากให้บรรจุเรื่องที่เสนอโดยผู้ถือหุ้น คณะกรรมการต้องบรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นวาระในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งถัดไป ซึ่งเป็นการให้อำนาจตัดสินใจในขั้นสุดท้ายแก่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นนั่นเอง 

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นข
องบริษัทจำกัดมีสิทธิในทำนองเดียวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีการผลักดันให้บัญญัติสิทธิของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดในเรื่องเดียวกันในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีส่วนร่วมในการควบคุมสอดส่องและร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบริษัทได้ง่ายยิ่งขึ้น อันเป็นการส่งเสริมการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นอีกทางหนึ่งด้วย โดยคาดว่าการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปี 2562


บทสรุป

ภาพรวมการประเมินความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทยด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อยในรอบปี 2019 อยู่ในอันดับที่ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยนอกจากบทบัญญัติของกฎหมายที่มีอยู่ที่มีการให้ความคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อยไว้อย่างเข้มแข็งแล้ว ยังมีการผลักดันการปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนและเพื่อรองรับให้สามารถนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการสื่อสารระหว่างบริษัท ผู้ถือหุ้น และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นรับทราบข้อมูลข่าวสารของบริษัทได้รวดเร็วยิ่งขึ้นจึงเป็นผลทำให้ผู้ถือหุ้นมีเวลาพิจารณาข้อมูลที่ได้รับจากบริษัทมากขึ้นและสามารถออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ตามความต้องการของผู้ถือหุ้นที่แท้จริง นอกจากนี้ยังผลักดันให้มีระบบ e-proxy เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าร่วมประชุมแทนตนได้สะดวกยิ่งขึ้นอันเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นให้ยังคงใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนในการประชุมผู้ถือหุ้นแม้จะไม่สามารถเข้าประชุมได้ด้วยตนเองก็ตาม โดยคาดว่าการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปี 2562


โครงการประเมินภาค​การเงิน (Financial Sector Assessment Program: FSAP) โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก

โครงการประเมินภาคการเงิน (Financial Sector Assessment Program: FSAP) เริ่มมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ด้วยความร่วมมือของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) เพื่อประเมินภาคการเงินของประเทศที่เข้าร่วมโครงการในเชิงลึก ศึกษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาและการเจริญเติบโตของประเทศ การประเมินครอบคลุมระบบการเงินหลายด้าน เช่น ภาคธนาคาร หลักทรัพย์ และประกันภัย ระบบการชำระเงินและส่งมอบ ความโปร่งใสของนโยบายการเงิน การคลัง และการป้องกันการฟอกเงิน

ประเทศไทยเข้ารับการประเมินตามโครงการ FSAP ในปี พ.ศ. 2550 โดยในส่วนของตลาดทุนนั้น ผลการประเมินสรุปว่าตลาดทุนไทยอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ แต่ยังมีจุดอ่อนบางเรื่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขต่อไป

สามารถอ่านรายงานการประเมินฉบับเต็มปี พ.ศ. 2550 ได้ที่

http://www.imf.org/external/pubs/cat/longres.aspx?sk=22939.0

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาได้มีการแก้ไข พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ เพื่อปร้บปรุงแก้ไขตามข้อแนะนำจากโครงการ FSAP ทั้งในด้านประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย การกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้กำกับดูแลในต่างประเทศ เและสิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อย และประเทศไทยได้เข้ารับการประเมิน FSAP อีกครั้งหนึ่งในช่วงปลายปี 2561 ถึงต้นปี 2562 ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการประเมินอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวจะอ้างอิงกับวัตถุประสงค์และหลักการของ IOSCO​

นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังจะเข้ารับการประเมิน FSAP อีกครั้งหนึ่งในช่วงปลายปี พ.ศ. 2561 โดยการประเมินการกำกับตลาดทุนจะอ้างอิงกับวัตถุประสงค์และหลักการของ IOSCO

https://www.iosco.org/about/?subsection=display_committee&cmtid=19&subSection1=principles

 

โครงการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านการกำกับดูแลกิจการ (CG ROSC) โดยธนาคารโลก

โครงการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านการกำกับดูแลกิจการ หรือโครงการ CG-ROSC (Report on the Observance of Standards and Codes : Corporate Governance Country Assessment) เป็นการประเมินกรอบนโยบายด้านการกำกับดูแลกิจการและการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลโดยธนาคารโลก (World Bank)

การเข้าร่วมโครงการประเมินเป็นไปโดยความสมัครใจ และความถี่ของการประเมินจะแตกต่างกันไป การเปิดเผยผลการประเมินก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละประเทศ นอกจากนี้ การเข้ารับการประเมินตามโครงการไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล และช่วยประสานงานหน่วนงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารโลกสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการประเมิน โดยประเทศไทยเข้าร่วมประเมินครั้งแรกปี พ.ศ. 2548 และเข้ารับการประเมินในครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2556​

สามารถดูผลการประเมินฉบับเต็มได้ที่

(การประเมินครั้งที่ 1)

(การประเมินครั้งที่ 2)

ธนาคารโลกประเมินบรรษัทภิบาลของตลาดทุนตามหลักการขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development) หรือที่เรียกว่า OECD Principles ซึ่งประกอบด้วย 6 หมวด ได้แก่

  1. การบังคับใช้กฎหมายและกรอบการดำเนินการด้านบรรษัทภิบาล

  2. สิทธิของผู้ถือหุ้น

  3. การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน

  4. บทบาทของผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องการกำกับดูแลกิจการ

  5. การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส

  6. ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ

 

การประเมินการกำกับดูแลกิจการของตลาดทุนในเอเชีย โดย Asian Corporate Governance Association และ CLSA Asia-Pacific Markets (CG Watch)

สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่

http://www.cgthailand.org/TH/Assessment/WorldClass/Pages/interassessment.aspx#cgwatch

 

การประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านการเผยแพร่ข้อมูล ในด้านการบัญชีและสอบบัญชี (AA ROSC) โดยธนาคารโลก​

ในปี พ.ศ. 2550 ประเทศไทยได้เข้าร่วมในการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ด้านการเผยแพร่ข้อมูลในส่วนของการบัญชีและการสอบบัญชี (Accounting and Auditing ROSC : AA ROSC) ดำเนินโครงการโดยธนาคารโลก โดยให้ความสำคัญกับการประเมินของสภาพแวดล้อมทางบัญชีและการสอบบัญชีที่มีผลต่อคุณภาพการรายงานทางการเงินของกิจการ

โครงการประเมินผลการปฏิบัติการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล (ROSC) เป็นโครงการริเริ่มของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการเงิน โดยการปรับปรุงก​ารปฏิบัติให้เป็นไปตามาตรฐานสากล โดยข้อเสนอแนะในรายงานมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นรากฐานสำหรับแผนการปฏิบัติการของประเทศ ในการสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งของการรายงานทางการเงิน

สามารถดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://www.worldbank.org/ifa/rosc_aa_thailand.pdf



ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

​ฝ่ายสืื่อสารองค์กร

โทรศัพท์ 0-2263-6008